กัลกัตตา (Calcutta) หรือที่ต่อมาเปลี่ยนเป็น โกลกาตา (Kolkata) เปลี่ยนแปลงไปพอสมควรจากหลายปีก่อนที่เขาเคยสัมผัสเมื่อแรกเข้ามาติดต่อธุรกิจจำหน่ายหม้อแปลงไฟฟ้าให้กับการไฟฟ้าแห่งกัลกัตตา เมืองดูขยายตัวไป และรถราดูติดมากขึ้น แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนคือมิตรไมตรีและความไว้เนื้อเชื่อใจที่ลูกค้าชาวภารตะมีต่อเขา ไม่ว่าจะเป็น สันทนุ ภัททชารยา ผู้อำนวยการบริหารของการไฟฟ้ากัลกัตตา ที่เป็นธุระให้เลขานุการของเขาจัดชงชาดาร์จีลิงไว้คอยต้อนรับ วิคาช กรรมการผู้จัดการของบริษัท ไฮ-เทค ซิสเต็มส์ ที่เป็นตัวแทนจัดซื้อหม้อแปลงไฟฟ้าให้การไฟฟ้ากัลกัตตา หรือ แนนดี้ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิศวกรรมของการไฟฟ้ากัลกัตตา ที่เปิดเผยถึงเหตุผลที่ตัดสินใจซื้อหม้อแปลงไฟฟ้ากำลังขนาด 160 เม็กกะโวลท์แอมแปร์จากบริษัท ถิรไทย จำกัด (มหาชน) ที่เขาเป็นผู้บริหารอยู่ถึง 3 ตัว ในขณะที่ซื้อจากบริษัทผู้ผลิตหม้อแปลงไฟฟ้าในอินเดียเองเพียง 2 ตัว ทั้งที่ราคาของผู้ผลิตในอินเดียถูกกว่า เหตุผลที่แนนดี้เปิดเผยคือ “ถิรไทยใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพกว่า และคนของถิรไทยมีคุณธรรม มีความโปร่งใสที่น่าทำธุรกิจด้วย” แน่นอนว่าคำพูดสั้นๆ เท่านี้ย่อมเป็นกำไรที่เกินคุ้มและน่าภาคภูมิใจสำหรับการนำภาพลักษณ์ที่ดีของคนไทยออกสู่สากลโดยผ่านช่องทางการทำธุรกิจกับต่างชาติ
แต่ว่าเช้าวันนี้ การมาทำธุรกิจที่กัลกัตตาจะคุ้มมากกว่าทุกครั้งเพราะหลังจากที่เหน็ดเหนื่อยกับการเจรจาและงานเลี้ยงขอบคุณลูกค้าแล้ว วิคาชได้จัดเตรียมรถ คนขับ และมัคคุเทศก์ไว้ให้เขาตระเวนสัมผัสลมหายใจแห่งกัลกัตตาตั้งแต่เช้าจรดเย็น
กัลกัตตาเดิมเป็นเมืองท่าสถานีการค้าเล็กๆ บนชายฝั่งตะวันออกของอินเดีย และอยู่ทางตะวันออกของแม่น้ำฮูกลีซึ่งเป็นแม่น้ำสายเดียวกันกับแม่น้ำคงคาอันศักดิ์สิทธิ์ของอินเดีย ปี 1690 จ็อบ ชาร์น็อก หัวหน้าโกดังสินค้าของบริษัทอิสต์อินเดียของอังกฤษในฮูกลีได้เลือกเอา หมู่บ้านกาลีกัต เป็นที่สร้างโกดังสินค้าแห่งใหม่ของบริษัท และนี่คือต้นกำเนิดของเมืองกัลกัตตา

ปี 1773 กัลกัตตากลายเป็นศูนย์กลางการปกครองของอังกฤษในอินเดีย ในสมัยนั้นมีนักเขียน พ่อค้า ทหารและสตรีจากยุโรปจำนวนมากเดินทางมากัลกัตตา ทำให้ตัวเมืองเจริญรุ่งเรืองขึ้นอย่างรวดเร็วกลายเป็นเมืองใหญ่ที่พรั่งพร้อมไปด้วยเวียงวังในยุคอุปราชอังกฤษ กัลกัตตาเริ่มตกต่ำเมื่ออังกฤษย้ายเมืองหลวงไปที่เดลีในปี 1911 ครั้นเมื่ออินเดียได้รับเอกราชและประเทศถูกแบ่งแยกดินแดนส่วนหนึ่งไปเป็นปากีสถานตะวันออก หรือที่ต่อมาคือบังคลาเทศซึ่งพลเมืองส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม ผู้คนที่นับถือศาสนาฮินดูที่อาศัยอยู่ในแถบเบงกอลตะวันออกจึงได้อพยพข้ามเส้นพรมแดนที่แบ่งขึ้นใหม่เข้ามายังแถบเบงกอลตะวันตก ทำให้กัลกัตตายิ่งแออัดยัดเยียดไปด้วยผู้คนจนเกินกว่าที่เมืองจะรองรับ
รันยิด สารถีผู้หงุดหงิดเพราะสภาพการจราจรอันตึงเครียดในกัลกัตตา มารับเขาแต่เช้าที่ ทอลลีกันจ์คลับ ที่นี่เดิมเป็นไร่คราม อยู่ทางตอนใต้ของกัลกัตตา ต่อมามหาราชาแห่งไมซอร์ได้มาสร้างตำหนักขึ้นที่นี่ และกลายมาเป็นทอลลีกันจ์คลับในปี 1895 สโมสรอายุกว่าร้อยปีที่ภายในมีสนามกอล์ฟ สนามเทนนิส และคอร์ทสคว็อชที่เขาใช้พักแรมนี้น่าจะเก่าแก่เป็นที่สองรองจาก เบงกอลคลับ ที่สร้างขึ้นก่อนหน้าไม่นาน

ทอลลีกันจ์คลับ

รันยิดพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ พูดได้แต่ภาษาเบงกาลีเนื่องจากไม่ได้เรียนหนังสือสูง แต่รันยิดก็ฉลาดพอที่จะพาเขาแวะถ่ายรูปที่ วิกตอเรียอนุสรณ์ ก่อนจะพาขับต่อไปพบ จายันต์ ผู้อำนวยการบริษัทไฮ-เทค ซิสเต็มส์ ที่อาสาเป็นมัคคุเทศก์วันนั้น

จายันต์ (คนสวมแว่น) มัคคุเทศก์ผู้อารีกับร้านขายน้ำมันพืชเจ้าประจำของเขา
วิกตอเรียอนุสรณ์เป็นอาคารหินอ่อนสีขาวจากรัฐราชสถาน หลังคาทรงโดมตั้งตระหง่านอยู่ที่สวนไมดันกลางใจเมืองกัลกัตตาเตือนให้รำลึกถึงอดีตที่อังกฤษเคยมายึดครองที่นี่เหมือนอาคารหรือสิ่งก่อสร้างแบบตะวันตกอีกหลายแห่งของเมืองนี้ สองข้างทางที่รถวิ่งผ่านจะเห็นผู้คนพากันออกมาอาบน้ำที่ก๊อกน้ำสาธารณะที่ทางการติดตั้งไว้บนบาทวิถีเป็นระยะๆ จายันต์บอกว่าคนที่นี่จำนวนมากอพยพมาจากเมืองอื่น มาเป็นกุลีรับจ้างขนทูนของสารพัดจากท่าเรือและสถานีรถไฟโดยมีรายได้เพียงวันละ 70-100 กว่ารูปี (1 รูปีเท่ากับ 90 กว่าสตางค์หรือเกือบหนึ่งบาทของเรา) พวกเขาจะพักอยู่รวมกันอย่างแออัด 10-20 ครอบครัวในห้องเช่าเล็กๆ เพียงห้องเดียวซึ่งไม่มีทั้งห้องส้วมและห้องน้ำ ภาพคนจรผู้ยากไร้ยืนขับถ่ายและอาบน้ำบนบาทวิถีข้างถนนหรือตามตรอกซอกซอย จึงเป็นฉากชีวิตประจำวันของกัลกัตตาโดยเฉพาะทางตอนเหนือของเมืองซึ่งเป็นย่านอยู่อาศัยของพวกคนจน

ในตอนเช้า คนที่มีฐานะซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ทางตอนใต้ของเมืองจะออกมารับประทานอาหารกันที่ภัตตาคาร เช้าวันนี้จายันต์พาเขามาที่ ร้านฟลูรีส์ เป็นร้านอาหารเก่าแก่สไตล์ยุโรปที่คนชั้นกลางค่อนไปทางสูงนิยมมารับประทานกัน ราคาอาหารพอๆกับที่ทอลลีกันจ์คลับ แต่คุณภาพดีกว่าอาหารที่สั่งจากรูมเซอร์วิสของทอลลีกันจ์คลับมาก ที่น่าแปลกคือไข่ดาวที่นี่ราคาแพงมาก ค่าไข่ดาว 2 ฟองกับขนมปัง 2 แผ่นเล็กและเนยอีกหนึ่งก้อนเล็กกับแยมผลไม้ที่แถมมาพร้อมกับการสั่งไข่ดาว คิดเป็นเงินถึง 110 รูปี (เท่ากับกินไข่ดาวฟองละเกือบ 50 บาท) ในขณะที่กรัวซองต์อัลมอนด์ชิ้นใหญ่ราคาเพียง 40 รูปี และคาปูชิโนถ้วยละ 70 รูปี
เสร็จจากอาหารเช้า เขาขอให้จายันต์พาชมตลาดตามนิสัยปกติของเขาที่เดินทางไปต่างถิ่น เหตุผลเพราะตลาดเป็นที่รวมของวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชุมชน ตลาดพาร์ค เซอร์คัส ที่เห็นวันนั้น เป็นตลาดสดที่มีชีวิตชีวามากแม้จะไม่ใช่ตลาดที่ใหญ่มากนักของเมืองก็ตาม จายันต์มาจ่ายตลาดที่นี่ประจำ แนะนำให้เขารู้จักกับเจ้าของร้านขายน้ำมันพืชบ้าง เจ้าของร้านขายถั่วบ้าง ที่น่าสนใจในตลาดสดแห่งนี้คือ การลอกหนังปลาของที่นี่ พ่อค้าปลาจะใช้มีดโค้งคมกริบปักไว้ให้ด้านใบมีดขึ้นข้างบน แล้วใช้สองมือจับชิ้นปลาสดรูดไปที่คมมีดเข้าหาตัวอย่างชำนาญจนหนังปลาถูกลอกออกมาจากเนื้ออย่างรวดเร็วและง่ายดาย แต่ดูแล้วน่าหวาดเสียวนิ้วมือจริงๆ


การจราจรรอบๆ ตลาด หรือพูดอีกทีคือเกือบทุกหนทุกแห่งในกัลกัตตายกเว้นทางใต้ที่เป็นย่านอยู่อาศัยของคนมีอันจะกิน จะขวักไขว่ไปด้วยยวดยานหลากชนิดตั้งแต่รถบรรทุก รถเมล์ รถเก๋ง รถแท็กซี่ รถสามล้อเครื่องหรือรถตุ๊กตุ๊ก รถมอเตอร์ไซค์ รถจักรยาน รถราง รถลาก รถเข็นรวมทั้งฝูงคน และแม้กระทั่งวัว ต่างมีสิทธิ์ใช้ถนนร่วมกัน ด้วยเหตุนี้รถราจึงติดไปหมดทุกถนน รถแต่ละคันขับเบียดกันจนเกือบจะชน เสียงบีบแตรนั้นไม่ต้องพูดถึง เป็นเรื่องปกติที่คนขับรถที่นี่จะบีบแตรกันตลอดเวลาด้วยความเคยชินมากกว่าความจำเป็น ที่แย่กว่านี้คือ ใครอยากจอดรถทิ้งไว้ตรงไหนของถนน จะเกะกะขวางทางคนอื่นอย่างไรก็ทำได้โดยไม่มีใครว่าอะไร เขาเคยคิดว่าการจราจรของกรุงเทพฯ และคนขับรถในกรุงเทพฯ คงจะเลวร้ายกว่าทุกแห่งในโลก แต่เมื่อมาพบที่กัลกัตตา เขารู้สึกรักเมืองไทยขึ้นมาอย่างจับใจ

ไฮปาร์คตามมุมถนนพบได้แทบทุกบ่ายในกัลกัตตา

ร้านขายดอกไม้บนทางเท้า

ตลาดแบกะดินในย่านคนจน

คนจนส่วนใหญ่ยังอาศัยแม่น้ำฮูกลีเป็นที่อาบน้ำและซักผ้า


ย่านที่อยู่อาศัยและร้านค้าของคนชั้นกลางในกัลกัตตา
เห็นแขกกับงู ต้องตีงูก่อนแขก!
กัลกัตตาเป็นเมืองแห่งศิลปะวัฒนธรรม เป็นบ้านเกิดของท่านรพินทรนาถ ฐากุร กวีเอกของอินเดียและของโลก แม่ชีเทเรซ่าก็มาเปิดสถานสงเคราะห์คนยากจนและคนเจ็บป่วยที่เมืองนี้ ในตัวเมืองจะมีโบสถ์และวิหารเก่าแก่ของศาสนาคริสต์ที่สร้างขึ้นในคริสตศตวรรษที่ 18 และ 19 มากมายสลับกับวิหารทั้งเล็กและใหญ่ของศาสนาฮินดู จายันต์นับถือศาสนาฮินดูและศรัทธาในพระผู้เป็นเจ้าของเขา การเที่ยวกัลกัตตาวันนั้น จายันต์จึงพาเขาเข้าวิหารฮินดูเสียเป็นส่วนใหญ่ เริ่มจากไปไหว้พระกฤษณะที่ วัด Shri Radha Kristna ซึ่งอยู่กลางเมืองกัลกัตตา จากนั้นก็ขับรถผ่านสะพานข้ามแม่น้ำฮูกลีที่มีผู้คนมากมายเดินข้ามสะพานจากสถานีรถไฟมายังอีกฟากของแม่น้ำ การจราจลบนสะพานนั้นติดขัดอย่างหฤโหด แต่ในที่สุดรันยิดกับจายันต์ก็ได้พาเขามายัง สำนักรามกฤษณะ ที่มีผู้คนมากมายมาคอยกราบไหว้เจ้าแม่ศรีมหาอุมาเทวี ที่นี่จะมีอาคารและสิ่งปลูกสร้างอันโอ่อ่าสวยงามหลายหลัง หลังใหญ่สุดเป็นที่ประดิษฐานรูปบูชาของเจ้าแม่ศรีมหาอุมาเทวี ซึ่งปกติจะปิดประตูไว้และจะเปิดให้คนกราบไหว้เจ้าแม่เป็นเวลา ช่วงที่เขาไปถึงนั้น ผู้คนแต่งตัวดีเป็นร้อยๆ กำลังนั่งรอการเปิดประตูเพื่อจะได้กราบไหว้เจ้าแม่ ในขณะที่อีกด้านหนึ่งคนจนเป็นร้อยๆ เช่นกันกำลังเข้าแถวรอรับอาหารกลางวันฟรีจากทางสำนักซึ่งจะทำทานเช่นนี้เป็นปกติทุกวัน ใกล้ๆ กันเป็นโรงเรียนที่ทางสำนักรามกฤษณะสร้างขึ้น มีคนนิยมส่งบุตรหลานเข้ามาเรียนกันมาก สำนักรามกฤษณะมีการเผยแพร่คำสอนและขยายสาขาไปทั่วโลก เงินทุนของสำนักนี้ส่วนใหญ่มาจากการบริจาคของเศรษฐีที่ศรัทธาในคำสอน จายันต์บอกเขาว่า เศรษฐีอินเดียหลายคนทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินทั้งหมดของตนให้กับสำนักรามกฤษณะเมื่อตนถึงแก่กรรมแล้ว

วัด Shri Radha Kristna กลางเมืองกัลกัตตา
ความศรัทธาทางศาสนาของคนอินเดียนั้น ยังเห็นได้จากฝูงชนที่เขาพบที่ วิหารเจ้าแม่กาลี อีกฟากหนึ่งของแม่น้ำฮูกลี ที่นั่นจะมีการเปิดให้กราบไหว้เป็นเวลาเช่นกัน จายันต์พาเขาไปที่นั่นใกล้เวลาที่วิหารจะปิด แต่ผู้คนหลายร้อยคนยังคงเบียดเสียดยัดเยียดผลักดันแย่งยื้อกันเพื่อที่จะเข้าไปกราบไหว้รูปบูชาเจ้าแม่กาลีให้ได้ เป็นภาพที่เหลือเชื่อจริงๆ ในความศรัทธาต่อศาสนาของชาวอินเดียที่เกิดขึ้นเช่นนี้ไม่ใช่เฉพาะแต่ในช่วงเทศกาล แต่ในทุกๆ วัน
และที่วิหารแห่งนี้ เขาได้พบความจริงข้อหนึ่งที่คนมาเที่ยวอินเดียมักถูกเตือนกันคือ อย่าได้ให้เงินขอทานเป็นอันขาด ขอทานอินเดียอดทนมาก เดินตามขอเขาตั้งแต่ที่จอดรถไปยังร้านขายดอกไม้และต่อไปถึงตัววิหารเจ้าแม่กาลีนับระยะทางได้เกือบครึ่งกิโลเมตร และในที่สุดเขาก็ใจอ่อนแอบส่งเงิน 10 รูปีให้ขอทานแม่ลูกคู่หนึ่งในจังหวะที่มั่นใจว่าไม่มีใครเห็นแล้ว แต่ทันทีที่เงินหลุดจากมือเท่านั้นแหละ ขอทานอีกหลายชีวิตก็กรูกันเข้ามาจากไหนไม่รู้เต็มไปหมด เรื่องที่น่าสนใจกว่านี้คือคำพูดของขอทานที่ใช้เรียกนักท่องเที่ยวว่า
“ชาเฮบ” (Shaheb) ขอทานจะเรียกซ้ำๆ ว่า “ชาเฮบๆ ๆ ” จายันต์บอกว่าเป็นคำที่ขอทานเรียกชาวต่างชาติซึ่งแปลว่า “คนที่มีผิวสวย” คำอธิบายของจายันต์สร้างความรู้สึกบางอย่างที่บอกไม่ถูกแก่เขา
ความเชื่อในเรื่องศาสนาและความเชื่อเรื่องชั้นวรรณะในหมู่คนจนของอินเดียยังคงเหนียวแน่นจนทำให้พวกเขารู้สึกตนเองต่ำต้อยด้อยค่า แม้แต่สีผิวของตนก็คิดว่าไม่สวย เหตุนี้สิหนอที่คนจนส่วนใหญ่ในอินเดียต่างก้มหน้ายอมรับชะตากรรมในชาตินี้ของตนและเฝ้าสวดบูชาพระผู้เป็นเจ้าเพื่อหวังชาติภพใหม่ที่ดีกว่าข้างหน้า

วิหารเจ้าแม่กาลีริมฝั่งแม่น้ำฮูกลี
บ่ายวันนั้น จายันต์พาเขาไปยังย่านคนชั้นกลาง สองฝั่งถนนมีร้านรวงเปิดขายของต่างๆ อย่างคึกคัก การจราจรนั้นไม่ต้องพูดถึง ถ้าไม่ใช่ทางตอนใต้ที่ผู้มีอันจะกินอาศัยอยู่แล้ว ทุกแห่งรถจะหนาแน่นไปหมด รถแต่ละคันไม่ว่ารถบรรทุก รถเมล์ รถแท็กซี่ ส่วนใหญ่จะเก่าเกือบเป็นเศษเหล็กอยู่แล้ว รถยี่ห้อ Ambassador ซึ่งผลิตเองในอินเดียเลียนแบบรถมอริสจะใช้ทำเป็นรถแท็กซี่ทาสีเหลือง อีกยี่ห้อหนึ่งคือ Tata ก็เป็นรถอินเดียมักใช้เป็นรถบ้าน รถต่างประเทศที่เห็นก็มีอีซูซุกับเชฟโรเล็ตซึ่งเป็นรถขนาดเล็ก ตามตรอกซอกซอยจะมีร้านขายนมสด ขายของทอด และร้านน้ำชา เจ้าของร้านกำลังชงชาบริการลูกค้าที่ยืนรออยู่ข้างหน้า เป็นร้านน้ำชาคนจนที่บริการคนพื้นที่ ต่างจากร้านน้ำชาที่อยู่ตามห้างสรรพสินค้า ที่จัดที่นั่งเป็นสัดส่วน ผู้ใช้บริการมักเป็นนักท่องเที่ยวกับคนมีฐานะในอินเดีย ในซอยที่ขายน้ำชาซึ่งเดินต่อไปจะถึงบ้านเกิดของ ท่านรพินทรนาถ ฐากุร ที่ปัจจุบันทำเป็นพิพิธภัณฑ์ และใกล้ๆ กันทำเป็นสถาบันการศึกษานั้น จะมีหญิงโสเภณีอินเดียกลุ่มหนึ่งสี่ห้าคนอายุอานามส่วนใหญ่น่าจะเข้าวัยกลางคนแล้ว นอนเอกเขนกกันอยู่ริมถนนอย่างเปิดเผย
ท่านรพินทรนาถ ฐากุร
"รพินทรนาถ ฐากุร บิดาทางจิตวิญญาณ คนหนึ่งของอินเดีย เป็นบุคคลที่น่าอัศจรรย์ ในประวัติศาสตร์....
ท่านเป็นกวี จิตรกร อีกทั้งเป็นปรัชญาเมธี ผู้ได้ทิ้งรอยประทับไว้ในสากลโลก"
วารสาร "ไลฟ "
8 พฤษภาคม 2504

ย่านบ้านเกิดของท่านรพินทรนาถ ฐากุร
ก่อนรับประทานอาหารกลางวันในบ่ายแก่ๆ ของวันนั้นที่ร้านอาหารจีนแห่งหนึ่งในย่านคนรวย จายันต์พาเขาเข้าชม พระราชวังหินอ่อน ซึ่งตั้งอยู่บน ถนนมุกตารามบาบู ทางตอนเหนือของเมืองกัลกัตตา พระราชวังแห่งนี้สร้างขึ้นในปี 1835 โดย ราชามัลลิก ปัจจุบันทายาทได้อนุญาตให้นักท่องเที่ยวเข้าชมได้ แต่วันนั้นไม่ทราบเป็นเพราะอะไร คนเฝ้าประตูไม่ยอมให้เข้า จายันต์จึงต้องหยอดน้ำมันมัคคุเทศก์ของวังไป 100 รูปี และคนเฝ้าประตูอีก 30 รูปีจึงได้รับอนุญาตให้เข้าชม ด้านนอกของวังโบกด้วยปูนทาสีขาว ตัวหินอ่อนนั้นอยู่ภายใน โต๊ะเก้าอี้และสิ่งของเครื่องใช้หลายอย่างทำด้วยหินอ่อน ภายในมีภาพวาด นาฬิกาโบราณ รูปปั้นจากยุโรป และเครื่องเคลือบจากจีน สภาพวังรวมทั้งสิ่งของต่างๆ ดูชำรุดทรุดโทรมและขาดการดูแลรักษาอย่างถูกวิธีและดีพอ เทียบไม่ได้เลยกับการดูแลพระราชวังต่างๆ ในเมืองไทย เมื่อพูดถึงการดูแลรักษานั้น คนไทยที่ไปกัลกัตตาจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า กัลกัตตาเป็นเมืองที่ขาดการบำรุงรักษา เห็นได้จากลิฟท์ตามอาคารต่างๆ จะเก่าและสั่นเทิ้มอย่างน่ากลัวเวลาขึ้นลง นอกจากนี้เมืองทั้งเมืองยังดูเก่า หลายแห่งสกปรก ถ้าบริษัทขายสีบริษัทไหนคิดทำการตลาดด้วยการบริจาคสีและนำไปทาให้ทั่วอาคารบริเวณสี่แยกที่ไหนสักแห่ง จะทำให้สี่แยกนั้นดูสดใสเป็นสวรรค์ขึ้นมาทันที และสีของบริษัทนั้นคงจะขายได้มากขึ้น รัฐบาลท้องถิ่นของกัลกัตตาเวลานี้ซึ่งเป็นรัฐบาลจากพรรคสังคมนิยมคงไม่ถึงกับเห็นว่าการทาสีเมืองให้ดูสะอาดและเจริญหูเจริญตาเป็นเรื่องของการเสพย์สุขดอกกระมัง?
เย็นย่ำวันนั้นของการท่องเที่ยวกัลกัตตา จบลงด้วยการที่จายันต์พาเขาไปดื่มที่ กัลกัตตากอล์ฟคลับ ทางตอนใต้ของเมืองซึ่งจายันต์เป็นสมาชิกอยู่ ตลอดทั้งวันแม้การตระเวนเที่ยวจะเหน็ดเหนื่อยและไปไหนไม่ได้มากนักเนื่องจากอาการหนักหนาของการจราจรในเมืองกัลกัตตา แต่สิ่งหนึ่งที่เขาพบจากการท่องเที่ยวกัลกัตตาวันนั้นคือ เพื่อนใหม่ชาวเบงกาลีแห่งเมืองกัลกัตตาที่ชื่อจายันต์คนนี้ไม่เคยเหน็ดเหนื่อย นอกจากร่วมเดินทางกับเขาแต่เช้าจรดเย็น และพาไปยังที่ต่างๆ ที่เขาอยากไปแล้ว ยังพยายามจะแย่งออกค่าใช้จ่ายต่างๆ แทบทุกครั้งที่มีการจ่ายเงิน แม้กระทั่งการซื้อของที่ระลึกเล็กๆ น้อยๆ กลับเมืองไทย เขาคิดว่าคำกล่าวของคนไทยที่ว่า
“เห็นงูกับแขก ให้ตีแขกก่อนงู” นั้น ดูจะไม่เป็นธรรมเอามากๆ กับแขกคนนี้ที่ชื่อ “จายันต์”
24 ตุลาคม 2550
(ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ “สยามรัฐ”
ฉบับวันอาทิตย์ที่ 28 ตุลาคม,
4 พฤศจิกายน และ 11 พฤศจิกายน 2550)