ของขวัญวันคริสต์มาส
roichaksaam@gmail.com
- วัดเอ๋ยวัดโบสถ์
- พันคืนหมื่นโยชน์ที่ห่างเหิน
- ขุนทองเจ้าก้าวไปไกลเหลือเกิน
- มาจะเชิญขวัญเจ้ากลับเหย้าเรือน
- จะคดข้าวใส่ห่อไว้รอท่า
- เชิญหุงหาประชาธิปไตยกันให้เหมือน
- สีเหลืองสีแดงแสงเดือน
- เราล้วนเป็นเพื่อนกันมา

แตงกับต้องก็เหมือนเด็กไทยอีกหลายคนที่แม้นับถือศาสนาพุทธ แต่ก็เฝ้ารออย่างตื่นเต้นกับคืนวันคริสต์มาสที่ซานตาคลอสจะขับรถเลื่อนที่ลากโดยกวางเรนเดียร์เดินทางเอาของขวัญมาแอบใส่ไว้ในถุงเท้าของเด็กๆ ที่แขวนรอไว้ใต้ถุนบ้านตั้งแต่หัวค่ำ
“ซานตาคลอสจะมาดึกๆ ใช่มั้ยแม่?” ต้องถามอย่างตื่นเต้น
“ให้เด็กหลับก่อน ซานตาคลอสถึงจะมา”
“ปีนลงมาจากหลังคาเลยหรือ?”
“ใช่.. เพราะบ้านเราไม่มีปล่องไฟ”
“งั้นเรารีบเข้านอนกันเร็วต้อง” แตงรีบดึงมือน้องชายเข้าไปนอน
เดือนมองตามร่างลูกน้อยทั้งสองไปด้วยสายตาเศร้าสร้อย ถ้าโลกของผู้ใหญ่เปรียบเหมือนโรงละครที่เต็มไปด้วยมายาและความทรงจำ โลกของเด็กน้อยผู้บริสุทธิ์สะอาดก็คือเทพนิยายที่มีแต่จินตนาการและความใฝ่ฝัน มันคงโหดร้ายเกินไปถ้าเทพนิยายรวมทั้งจินตนาการและความใฝ่ฝันของเด็กๆ จะต้องถูกทำลายลง
เสียงเพลง Jingle Bells... Jingle Bells... Jingle all the way! ดังแว่วแผ่วพลิ้วมาไกลๆ ผสานกับเสียงเพลง Santa Claus is coming to town ที่บ้านข้างๆ เปิดฟัง ทำให้เดือนรู้สึกสงสารลูกขึ้นมาอย่างจับใจ นางนึกถึงภาพของเช้าวันรุ่งขึ้นที่พวกเขาจะตื่นขึ้นมาพบกับความผิดหวังเนื่องจากถุงเท้ายังคงว่างเปล่า ไม่มีแม้แต่ช็อกโกแลตสักสองสามก้อนเหมือนปีก่อนๆ กระนั้นนางก็นึกไม่ออกเหมือนกันว่าจะไปหาของขวัญที่ไหนมาใส่ในถุงเท้าของลูกๆ คืนนี้ แสงพ่อของเด็กๆ หรือก็คือสามีของนางที่แต่ก่อนเคยรักลูกรักเมียอย่างถึงที่สุด ป่านนี้ก็ยังไม่กลับ และก็คงไม่กลับเหมือนหลายคืนที่ผ่านมา คราวสงกรานต์ก็ทีหนึ่งแล้วที่เขาไม่กลับบ้าน
แสงกับเดือนเป็นเพื่อนและเป็นคนรักกันตั้งแต่สมัยเรียนอยู่มหาวิทยาลัย ทั้งคู่ไม่เคยสนใจการเมืองมากนัก พวกเขาสมัครใจจะเป็นคนดูอยู่ห่างๆ มากกว่า แม้เมื่อเรียนจบและแต่งงานกันแล้วทั้งสองก็ยังเป็นเช่นนั้น พวกเขาพยายามทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุดมากกว่าจะไปสนใจการเมือง จนเมื่อเมืองไทยมีนายกรัฐมนตรีชื่อทักษิณ ภายใต้คำขวัญ “คิดใหม่ ทำใหม่” และนโยบายประชานิยมที่โดนใจทั้งปัญญาชนและคนรากหญ้า แสงจึงเริ่มสนใจและเข้าใกล้ชิดการเมืองมากขึ้น ในขณะที่เดือนยังคงเป็นเดือนที่ไม่สนใจการเมืองเหมือนเดิม
“เมืองไทยต้องการคนเก่งๆ อย่างทักษิณ”
เดือนได้ยินแสงพูดเช่นนี้เสมอๆ ไม่ว่าใครจะว่าทักษิณไม่ดี หรือใครจะว่าทักษิณมีผลประโยชน์ทับซ้อน แสงไม่เคยสนใจ
“ยู.เอ็น.ไม่ใช่พ่อผม!” .....
“หากเหตุการณ์เผาสถานทูตไทยในกัมพูชายังไม่คลี่คลายไปภายในเวลา
1 ชั่วโมง ผมจะส่งหน่วยคอมมานโดของไทยไปปฏิบัติการช่วยเหลือเจ้าหน้าที่สถานทูตทันที! ”
แสงชื่นชมคำพูดที่แสดงถึงความเด็ดขาดและความรักชาติของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ เมื่อเกิดรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ที่เป็นเหตุให้นายกรัฐมนตรีที่เขาชื่นชอบต้องระหกระเหินไปอยู่ต่างแดน และระบอบประชาธิปไตยต้องสะดุดหยุดลงอีกครั้ง ยิ่งทำให้แสงแสดงตัวเป็นแฟนพันธุ์แท้ของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณมากยิ่งขึ้น ด้วยเหตุนี้จึงไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมแสงจึงเกลียดชังพวกเสื้อเหลือง และหยิบเสื้อแดงออกมาใส่ทุกครั้งที่มีการนัดชุมนุมของกลุ่ม นปช. กระทั่งนานเข้า เขาก้าวจากผู้ร่วมชุมนุมธรรมดา กลายมาเป็นสมาชิกคนหนึ่งในคณะทำงานเล็กๆ บางคณะของกลุ่มเสื้อแดง แต่ทว่าการก้าวเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมืองลึกขนาดนี้ ส่งผลให้ชีวิตของแสงเปลี่ยนแปลงไปอย่างที่เขาเองก็สังเกตเห็นได้
แสงเริ่มมีเพื่อนน้อยลง เพื่อนเก่าๆ ของเขาจำนวนหนึ่งกลายเป็นพวกเสื้อเหลือง เพื่อนใหม่ที่ใส่เสื้อแดงชุมนุมร่วมกันมา พอเข้ามาเป็นคณะทำงานจริงๆ ความคิดหลายอย่างก็ไปด้วยกันไม่ได้ เขาประณามพวกเสื้อเหลืองที่ปิดถนน ปิดล้อมรัฐสภา ยึดทำเนียบรัฐบาลและยึดสนามบิน เพราะแสงเห็นว่าการแสดงออกเช่นนี้ สวนทางกับการเพรียกหาประชาธิปไตย หากเป็นอนาธิปไตย ไม่ใช่อารยะ แต่เป็นอนารยะ ด้วยเหตุนี้เขาจึงเป็นหนึ่งในไม่กี่คนของกลุ่มเสื้อแดงที่ไม่เห็นด้วยกับการปิดถนนหลายสายในกรุงเทพฯ ล้อมกรอบรถนายกรัฐมนตรี และยึดโรงแรมที่พัทยาเมื่อคราวสงกรานต์ที่ผ่านมา แต่กระนั้นแสงก็ยังทุ่มเททำงานให้กับกลุ่มเสื้อแดงอย่างเต็มกำลัง ความรู้สึกขัดแย้งในตัวแสงเริ่มมากขึ้น เมื่อเกิดกรณีนายกรัฐมนตรีฮุนเซ็นของกัมพูชาออกมาวิพากษ์วิจารณ์การเมืองในประเทศไทยโดยเฉพาะโจมตีกระบวนการยุติธรรมของไทยอย่างสาดเสียเทเสียเพื่อช่วยเหลืออดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ แม้แสงจะอยู่ฝั่งตรงข้ามกับรัฐบาลและรักอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ แต่เขาก็รักศักดิ์ศรีและเกียรติภูมิของประเทศชาติเช่นกัน เขาหวังจะเห็นแกนนำคนเสื้อแดงมีท่าทีอะไรบางอย่างที่รักษาเกียรติภูมิของประเทศชาติบ้าง แต่สุดท้ายก็ไม่มีปฏิกิริยาอะไรออกมา การจับกุมวิศวกรไทยในกัมพูชาด้วยข้อหา “จารกรรมข้อมูลลับที่กระทบความมั่นคงของกัมพูชา” และลงเอยด้วยการเปิดวิมานเอกราชจัดพิธีนิรโทษกรรม “จารชน” อย่างให้เกียรติ ก่อนจูบปากแบบอาหลานด้วยการเชื้อเชิญให้ “จารชน” กลับเข้ามาทำงานในกัมพูชาอีก โดยมีอดีตนายกรัฐมนตรีที่เขารักและนักการเมืองฝั่งเสื้อแดงอีกหลายคนร่วมงาน โอบกอดขอบคุณกับนายกรัฐมนตรีของชาติที่กำลังเล่นงานประเทศไทยและกำลังแย่งชิงพื้นที่พิพาทชายแดนไปจากไทยในฐานะ “วีรบุรุษ” ที่ช่วยกอบกู้สถานการณ์ให้คนไทยคนหนึ่งที่ถูกจับกุม ทำให้แสงรู้สึกผิดหวังว่าการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของเขา กลายเป็นแบบนี้ไปแล้วหรือ? เพื่อเอาชนะและเล่นงานฝ่ายตรงข้าม เราต้องสมคบกับต่างชาติและปล่อยให้ต่างชาติมาทำร้ายประเทศชาติเราถึงขนาดนี้เชียวหรือ? เขาคิดว่าตัวเองเริ่มจากการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย และไม่คิดว่าจะเป็นประชาธิปไตยที่ต้องอาศัยต่างชาติเข้ามาวุ่นวาย เขาเริ่มชั่งน้ำหนักระหว่างความรักชาติกับความรักประชาธิปไตย ถ้าจำเป็นต้องเลือกจะเลือกอะไรก่อน?.....
สุดท้ายแสงก็สรุปได้ว่า แม้ไม่มีประชาธิปไตย ก็ยังสามารถมีชาติที่จะสร้างประชาธิปไตยต่อไปได้ แต่ถ้าไม่มีชาติ ย่อมไม่อาจมีประชาธิปไตยที่จะให้สร้างชาติต่อ......
คิดถึงตอนนี้แล้วแสงเริ่มไม่แน่ใจว่าเขากำลังต่อสู้เพื่ออะไร ยิ่งเมื่อมารู้ตัวว่าบัดนี้เขาไม่มีเสรีภาพที่จะไปไหนมาไหนในประเทศนี้ได้ตามใจปรารถนาเหมือนแต่ก่อน เพราะต้องคอยดูว่ามีพวกเสื้อเหลืองคอยรุมทำร้ายอยู่หรือไม่ เหมือนที่พวกเขาเคยรุมเล่นงานพวกเสื้อเหลืองที่หลงเข้ามาในถิ่นเสื้อแดงแล้ว แสงยิ่งรู้สึกว่าการต่อสู้ของเขาได้ก้าวออกไปไกลเกินไปเสียแล้ว แต่ถึงกระนั้น คืนนี้แสงก็ยังเดินทางไปประชุมกับคณะทำงานเพื่อเตรียมซักซ้อมแผนการชุมนุมใหญ่หลังปีใหม่ตามที่นัดหมายกันไว้
ขณะขี่รถจักรยานยนต์ชิดซ้ายลงมาจากสะพานพระปิ่นเกล้าเพื่อทำยูเทิร์นเข้าถนนเล็กๆ อีกสายที่เชื่อมต่อไปยังถนนพระอาทิตย์ แสงเริ่มคิดถึงเดือนและลูก เขารู้สึกสับสนละล้าละลัง และรู้สึกว่าตัวเองช่างแย่จริงๆ ในค่ำคืนเช่นนี้ ถนนขณะนั้นมืดมิดและลมก็เหมือนกับจะหยุดพัด พลันรถของเขาก็ประสานเข้ากับจักรยานยนต์อีกคันหนึ่งที่พุ่งออกมาจากปลายถนนพระสุเมรุที่อยู่ทางขวา ร่างของแสงกระเด็นลงจากรถ เนื้อตัวด้านซ้ายที่รถล้มลงถลอกปอกเปิกเล็กน้อย กระเป๋าสตางค์ที่ใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้อด้านซ้ายตกอยู่ห่างจากเขาไปเพียงสองเมตร แสงพยายามเอื้อมมือไปเก็บ แต่ทันใดนั้นคนจรจัดซึ่งโผล่มาทางไหนไม่รู้วิ่งเข้ามาฉวยหนีไปซึ่งๆ หน้า แสงไม่ทันจะได้ร้องให้ใครช่วย พลันชายคนที่ขี่รถชนเขาก็โดดเข้าล็อกคอคนจรจัดไว้ได้ทันควัน
ขณะนำกระเป๋าสตางค์ส่งคืนให้แสง ชายผู้นั้นกล่าวคำขอโทษอย่างสุภาพ และคะยั้นคะยอจะพาแสงไปทำบาดแผลที่โรงพยาบาล แต่แสงปฏิเสธเพราะเห็นว่าบาดเจ็บเพียงเล็กน้อยและกล่าวขอบคุณที่เขาช่วยจับคนจรจัดและนำกระเป๋าสตางค์กลับคืนมาได้ พลันสายตาก็เหลือบไปเห็นมือตบสีชมพูที่ตกอยู่ข้างๆ รถจักรยานยนต์ของชายคนนั้นซึ่งอยู่ไม่ห่างจากตัวเขาเท่าไรนัก
แสงก้มลงเก็บมือตบยื่นให้ชายผู้นั้น
“ขอบคุณครับ” เขารับมือตบจากแสง
“ บังเอิญผมรีบจะไปประชุมที่บ้านพระอาทิตย์ ไม่ทันระวังเลยชนคุณเข้า”
“ไม่เป็นไรครับ เราคนไทยด้วยกัน” แสงตอบ
“ถ้าเราพูดกัน พยายามเข้าใจกัน เราก็คงไม่มีเรื่องกัน”
แสงพูดต่อในขณะที่ชายผู้นั้นทำหน้างงๆ
นี่แหละคือตัวตนที่แท้จริงของคนไทย ช่วยเหลือ มีน้ำใจ ให้อภัย สุภาพ และไม่ก้าวร้าว ช่างต่างกับตอนชุมนุมหรือปราศรัยบนเวทีเหลือเกิน แสงย้อนคิดถึงเหตุการณ์เมื่อสักครู่ขณะเลือกซื้อลูกอมกับช็อกโกแลตในร้านสะดวกซื้อข้างทางหลังจากแยกย้ายจากคนเสื้อเหลืองคนนั้น เขาอยากได้ตัวตนที่แท้จริงเช่นนี้กลับคืนมาอีกครั้ง
- You better watch out
เธอควรระวังไว้นะ - You better not cry
เธอไม่ควรร้องไห้นะ - Better not pout
และไม่ควรทำหน้าบึ้งด้วย - I'm telling you why
ฉันจะบอกเธอว่าทำไม - Santa Claus is coming to town
เพราะซานตาคลอสกำลังมาที่เมืองนะสิ - He's making a list
เขากำลังจัดทำรายชื่อ - And checking it twice;
และตรวจดูสองรอบให้แน่ใจ - Gonna find out Who's naughty and nice
เพื่อดูว่าเด็กคนไหนซนคนไหนดี - Santa Claus is coming to town
ซานตาคลอสกำลังมาที่เมืองแล้ว
เสียงเพลง Santa Claus is coming to town ดังแว่วเข้ามาในห้วงคำนึงของเดือนอีกครั้งหนึ่ง มันเป็นเวลากว่าห้าทุ่มแล้ว อีกไม่นานวันใหม่ก็จะมา พลันเสียงกดกริ่งที่หน้าประตูรั้วก็ดังขึ้น ซานตาคลอสมาแล้วจริงๆ!
- Silent night, Holy night
คืนอันเงียบสงบ คืนอันศักดิ์สิทธิ์ - All is calm, all is bright
ทุกสิ่งสงบสงัด ทุกอย่างสว่างไสว - Round yon Virgin Mother and Child,
รอบพระแม่ผู้พรหมจรรย์และบุตร - Holy infant so tender and mild,
ทารกศักดิ์สิทธิ์ช่างอ่อนโยนและนิ่มนวล - Sleep in heavenly peace
นอนหลับอยู่ในสันติสุขแห่งสรวงสวรรค์ - Sleep in heavenly peace
นอนหลับอยู่ในสันติสุขแห่งสรวงสวรรค์
แสงฮัมเพลง Silent night เบาๆ ขณะก้มลงมองดูลูกทั้งสองที่กำลังนอนหลับตาพริ้มอย่างมีความสุข คริสต์มาสปีนี้ แตงกับต้องดีใจที่ตื่นมาพบของขวัญในถุงเท้าจากซานตาคลอสเหมือนทุกปี เดือนดีใจยิ่งกว่าที่ครอบครัวได้ของขวัญวันคริสต์มาสเป็นแสงคนเดิมกลับคืนมา ส่วนแสงนั้นหวังว่าวันหนึ่งประเทศไทยจะได้สังคมที่สงบสันติแบบไทยๆ และคนไทยที่มีตัวตนของคนไทยกลับคืนมาเป็นของขวัญสำหรับทุกคน

20 ธันวาคม 2552
เผยแพร่ครั้งแรกในเว็บไซต์ suan84.com
และในวารสาร CUSTOMER FOCUS ฉบับที่ 6 (ตค.-ธค. 2552)
ของบริษัท ถิรไทย จำกัด (มหาชน)









