อาทิตย์ขึ้นตะวันตก
In the West Rises the Sun

www.suan84.com

วันอาทิตย์, ธันวาคม 20, 2009

ของขวัญวันคริสต์มาส

ณรงค์ฤทธิ์ ศรีรัตโนภาส
roichaksaam@gmail.com


  •      วัดเอ๋ยวัดโบสถ์

  • พันคืนหมื่นโยชน์ที่ห่างเหิน

  • ขุนทองเจ้าก้าวไปไกลเหลือเกิน

  • มาจะเชิญขวัญเจ้ากลับเหย้าเรือน



  •      จะคดข้าวใส่ห่อไว้รอท่า

  • เชิญหุงหาประชาธิปไตยกันให้เหมือน

  • สีเหลืองสีแดงแสงเดือน

  • เราล้วนเป็นเพื่อนกันมา








แตงกับต้องก็เหมือนเด็กไทยอีกหลายคนที่แม้นับถือศาสนาพุทธ แต่ก็เฝ้ารออย่างตื่นเต้นกับคืนวันคริสต์มาสที่ซานตาคลอสจะขับรถเลื่อนที่ลากโดยกวางเรนเดียร์เดินทางเอาของขวัญมาแอบใส่ไว้ในถุงเท้าของเด็กๆ ที่แขวนรอไว้ใต้ถุนบ้านตั้งแต่หัวค่ำ
“ซานตาคลอสจะมาดึกๆ ใช่มั้ยแม่?” ต้องถามอย่างตื่นเต้น
“ให้เด็กหลับก่อน ซานตาคลอสถึงจะมา”
“ปีนลงมาจากหลังคาเลยหรือ?”
“ใช่.. เพราะบ้านเราไม่มีปล่องไฟ”
“งั้นเรารีบเข้านอนกันเร็วต้อง” แตงรีบดึงมือน้องชายเข้าไปนอน

เดือนมองตามร่างลูกน้อยทั้งสองไปด้วยสายตาเศร้าสร้อย ถ้าโลกของผู้ใหญ่เปรียบเหมือนโรงละครที่เต็มไปด้วยมายาและความทรงจำ โลกของเด็กน้อยผู้บริสุทธิ์สะอาดก็คือเทพนิยายที่มีแต่จินตนาการและความใฝ่ฝัน มันคงโหดร้ายเกินไปถ้าเทพนิยายรวมทั้งจินตนาการและความใฝ่ฝันของเด็กๆ จะต้องถูกทำลายลง

เสียงเพลง Jingle Bells... Jingle Bells... Jingle all the way! ดังแว่วแผ่วพลิ้วมาไกลๆ ผสานกับเสียงเพลง Santa Claus is coming to town ที่บ้านข้างๆ เปิดฟัง ทำให้เดือนรู้สึกสงสารลูกขึ้นมาอย่างจับใจ นางนึกถึงภาพของเช้าวันรุ่งขึ้นที่พวกเขาจะตื่นขึ้นมาพบกับความผิดหวังเนื่องจากถุงเท้ายังคงว่างเปล่า ไม่มีแม้แต่ช็อกโกแลตสักสองสามก้อนเหมือนปีก่อนๆ กระนั้นนางก็นึกไม่ออกเหมือนกันว่าจะไปหาของขวัญที่ไหนมาใส่ในถุงเท้าของลูกๆ คืนนี้ แสงพ่อของเด็กๆ หรือก็คือสามีของนางที่แต่ก่อนเคยรักลูกรักเมียอย่างถึงที่สุด ป่านนี้ก็ยังไม่กลับ และก็คงไม่กลับเหมือนหลายคืนที่ผ่านมา คราวสงกรานต์ก็ทีหนึ่งแล้วที่เขาไม่กลับบ้าน

แสงกับเดือนเป็นเพื่อนและเป็นคนรักกันตั้งแต่สมัยเรียนอยู่มหาวิทยาลัย ทั้งคู่ไม่เคยสนใจการเมืองมากนัก พวกเขาสมัครใจจะเป็นคนดูอยู่ห่างๆ มากกว่า แม้เมื่อเรียนจบและแต่งงานกันแล้วทั้งสองก็ยังเป็นเช่นนั้น พวกเขาพยายามทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุดมากกว่าจะไปสนใจการเมือง จนเมื่อเมืองไทยมีนายกรัฐมนตรีชื่อทักษิณ ภายใต้คำขวัญ “คิดใหม่ ทำใหม่” และนโยบายประชานิยมที่โดนใจทั้งปัญญาชนและคนรากหญ้า แสงจึงเริ่มสนใจและเข้าใกล้ชิดการเมืองมากขึ้น ในขณะที่เดือนยังคงเป็นเดือนที่ไม่สนใจการเมืองเหมือนเดิม
“เมืองไทยต้องการคนเก่งๆ อย่างทักษิณ”

เดือนได้ยินแสงพูดเช่นนี้เสมอๆ ไม่ว่าใครจะว่าทักษิณไม่ดี หรือใครจะว่าทักษิณมีผลประโยชน์ทับซ้อน แสงไม่เคยสนใจ
“ยู.เอ็น.ไม่ใช่พ่อผม!” .....

“หากเหตุการณ์เผาสถานทูตไทยในกัมพูชายังไม่คลี่คลายไปภายในเวลา
1 ชั่วโมง ผมจะส่งหน่วยคอมมานโดของไทยไปปฏิบัติการช่วยเหลือเจ้าหน้าที่สถานทูตทันที! ”

แสงชื่นชมคำพูดที่แสดงถึงความเด็ดขาดและความรักชาติของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ เมื่อเกิดรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ที่เป็นเหตุให้นายกรัฐมนตรีที่เขาชื่นชอบต้องระหกระเหินไปอยู่ต่างแดน และระบอบประชาธิปไตยต้องสะดุดหยุดลงอีกครั้ง ยิ่งทำให้แสงแสดงตัวเป็นแฟนพันธุ์แท้ของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณมากยิ่งขึ้น ด้วยเหตุนี้จึงไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมแสงจึงเกลียดชังพวกเสื้อเหลือง และหยิบเสื้อแดงออกมาใส่ทุกครั้งที่มีการนัดชุมนุมของกลุ่ม นปช. กระทั่งนานเข้า เขาก้าวจากผู้ร่วมชุมนุมธรรมดา กลายมาเป็นสมาชิกคนหนึ่งในคณะทำงานเล็กๆ บางคณะของกลุ่มเสื้อแดง แต่ทว่าการก้าวเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมืองลึกขนาดนี้ ส่งผลให้ชีวิตของแสงเปลี่ยนแปลงไปอย่างที่เขาเองก็สังเกตเห็นได้

แสงเริ่มมีเพื่อนน้อยลง เพื่อนเก่าๆ ของเขาจำนวนหนึ่งกลายเป็นพวกเสื้อเหลือง เพื่อนใหม่ที่ใส่เสื้อแดงชุมนุมร่วมกันมา พอเข้ามาเป็นคณะทำงานจริงๆ ความคิดหลายอย่างก็ไปด้วยกันไม่ได้ เขาประณามพวกเสื้อเหลืองที่ปิดถนน ปิดล้อมรัฐสภา ยึดทำเนียบรัฐบาลและยึดสนามบิน เพราะแสงเห็นว่าการแสดงออกเช่นนี้ สวนทางกับการเพรียกหาประชาธิปไตย หากเป็นอนาธิปไตย ไม่ใช่อารยะ แต่เป็นอนารยะ ด้วยเหตุนี้เขาจึงเป็นหนึ่งในไม่กี่คนของกลุ่มเสื้อแดงที่ไม่เห็นด้วยกับการปิดถนนหลายสายในกรุงเทพฯ ล้อมกรอบรถนายกรัฐมนตรี และยึดโรงแรมที่พัทยาเมื่อคราวสงกรานต์ที่ผ่านมา แต่กระนั้นแสงก็ยังทุ่มเททำงานให้กับกลุ่มเสื้อแดงอย่างเต็มกำลัง ความรู้สึกขัดแย้งในตัวแสงเริ่มมากขึ้น เมื่อเกิดกรณีนายกรัฐมนตรีฮุนเซ็นของกัมพูชาออกมาวิพากษ์วิจารณ์การเมืองในประเทศไทยโดยเฉพาะโจมตีกระบวนการยุติธรรมของไทยอย่างสาดเสียเทเสียเพื่อช่วยเหลืออดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ แม้แสงจะอยู่ฝั่งตรงข้ามกับรัฐบาลและรักอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ แต่เขาก็รักศักดิ์ศรีและเกียรติภูมิของประเทศชาติเช่นกัน เขาหวังจะเห็นแกนนำคนเสื้อแดงมีท่าทีอะไรบางอย่างที่รักษาเกียรติภูมิของประเทศชาติบ้าง แต่สุดท้ายก็ไม่มีปฏิกิริยาอะไรออกมา การจับกุมวิศวกรไทยในกัมพูชาด้วยข้อหา “จารกรรมข้อมูลลับที่กระทบความมั่นคงของกัมพูชา” และลงเอยด้วยการเปิดวิมานเอกราชจัดพิธีนิรโทษกรรม “จารชน” อย่างให้เกียรติ ก่อนจูบปากแบบอาหลานด้วยการเชื้อเชิญให้ “จารชน” กลับเข้ามาทำงานในกัมพูชาอีก โดยมีอดีตนายกรัฐมนตรีที่เขารักและนักการเมืองฝั่งเสื้อแดงอีกหลายคนร่วมงาน โอบกอดขอบคุณกับนายกรัฐมนตรีของชาติที่กำลังเล่นงานประเทศไทยและกำลังแย่งชิงพื้นที่พิพาทชายแดนไปจากไทยในฐานะ “วีรบุรุษ” ที่ช่วยกอบกู้สถานการณ์ให้คนไทยคนหนึ่งที่ถูกจับกุม ทำให้แสงรู้สึกผิดหวังว่าการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของเขา กลายเป็นแบบนี้ไปแล้วหรือ? เพื่อเอาชนะและเล่นงานฝ่ายตรงข้าม เราต้องสมคบกับต่างชาติและปล่อยให้ต่างชาติมาทำร้ายประเทศชาติเราถึงขนาดนี้เชียวหรือ? เขาคิดว่าตัวเองเริ่มจากการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย และไม่คิดว่าจะเป็นประชาธิปไตยที่ต้องอาศัยต่างชาติเข้ามาวุ่นวาย เขาเริ่มชั่งน้ำหนักระหว่างความรักชาติกับความรักประชาธิปไตย ถ้าจำเป็นต้องเลือกจะเลือกอะไรก่อน?.....
สุดท้ายแสงก็สรุปได้ว่า แม้ไม่มีประชาธิปไตย ก็ยังสามารถมีชาติที่จะสร้างประชาธิปไตยต่อไปได้ แต่ถ้าไม่มีชาติ ย่อมไม่อาจมีประชาธิปไตยที่จะให้สร้างชาติต่อ......

คิดถึงตอนนี้แล้วแสงเริ่มไม่แน่ใจว่าเขากำลังต่อสู้เพื่ออะไร ยิ่งเมื่อมารู้ตัวว่าบัดนี้เขาไม่มีเสรีภาพที่จะไปไหนมาไหนในประเทศนี้ได้ตามใจปรารถนาเหมือนแต่ก่อน เพราะต้องคอยดูว่ามีพวกเสื้อเหลืองคอยรุมทำร้ายอยู่หรือไม่ เหมือนที่พวกเขาเคยรุมเล่นงานพวกเสื้อเหลืองที่หลงเข้ามาในถิ่นเสื้อแดงแล้ว แสงยิ่งรู้สึกว่าการต่อสู้ของเขาได้ก้าวออกไปไกลเกินไปเสียแล้ว แต่ถึงกระนั้น คืนนี้แสงก็ยังเดินทางไปประชุมกับคณะทำงานเพื่อเตรียมซักซ้อมแผนการชุมนุมใหญ่หลังปีใหม่ตามที่นัดหมายกันไว้

ขณะขี่รถจักรยานยนต์ชิดซ้ายลงมาจากสะพานพระปิ่นเกล้าเพื่อทำยูเทิร์นเข้าถนนเล็กๆ อีกสายที่เชื่อมต่อไปยังถนนพระอาทิตย์ แสงเริ่มคิดถึงเดือนและลูก เขารู้สึกสับสนละล้าละลัง และรู้สึกว่าตัวเองช่างแย่จริงๆ ในค่ำคืนเช่นนี้ ถนนขณะนั้นมืดมิดและลมก็เหมือนกับจะหยุดพัด พลันรถของเขาก็ประสานเข้ากับจักรยานยนต์อีกคันหนึ่งที่พุ่งออกมาจากปลายถนนพระสุเมรุที่อยู่ทางขวา ร่างของแสงกระเด็นลงจากรถ เนื้อตัวด้านซ้ายที่รถล้มลงถลอกปอกเปิกเล็กน้อย กระเป๋าสตางค์ที่ใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้อด้านซ้ายตกอยู่ห่างจากเขาไปเพียงสองเมตร แสงพยายามเอื้อมมือไปเก็บ แต่ทันใดนั้นคนจรจัดซึ่งโผล่มาทางไหนไม่รู้วิ่งเข้ามาฉวยหนีไปซึ่งๆ หน้า แสงไม่ทันจะได้ร้องให้ใครช่วย พลันชายคนที่ขี่รถชนเขาก็โดดเข้าล็อกคอคนจรจัดไว้ได้ทันควัน

ขณะนำกระเป๋าสตางค์ส่งคืนให้แสง ชายผู้นั้นกล่าวคำขอโทษอย่างสุภาพ และคะยั้นคะยอจะพาแสงไปทำบาดแผลที่โรงพยาบาล แต่แสงปฏิเสธเพราะเห็นว่าบาดเจ็บเพียงเล็กน้อยและกล่าวขอบคุณที่เขาช่วยจับคนจรจัดและนำกระเป๋าสตางค์กลับคืนมาได้ พลันสายตาก็เหลือบไปเห็นมือตบสีชมพูที่ตกอยู่ข้างๆ รถจักรยานยนต์ของชายคนนั้นซึ่งอยู่ไม่ห่างจากตัวเขาเท่าไรนัก
แสงก้มลงเก็บมือตบยื่นให้ชายผู้นั้น

“ขอบคุณครับ” เขารับมือตบจากแสง

“ บังเอิญผมรีบจะไปประชุมที่บ้านพระอาทิตย์ ไม่ทันระวังเลยชนคุณเข้า”

“ไม่เป็นไรครับ เราคนไทยด้วยกัน” แสงตอบ

“ถ้าเราพูดกัน พยายามเข้าใจกัน เราก็คงไม่มีเรื่องกัน”

แสงพูดต่อในขณะที่ชายผู้นั้นทำหน้างงๆ


นี่แหละคือตัวตนที่แท้จริงของคนไทย ช่วยเหลือ มีน้ำใจ ให้อภัย สุภาพ และไม่ก้าวร้าว ช่างต่างกับตอนชุมนุมหรือปราศรัยบนเวทีเหลือเกิน แสงย้อนคิดถึงเหตุการณ์เมื่อสักครู่ขณะเลือกซื้อลูกอมกับช็อกโกแลตในร้านสะดวกซื้อข้างทางหลังจากแยกย้ายจากคนเสื้อเหลืองคนนั้น เขาอยากได้ตัวตนที่แท้จริงเช่นนี้กลับคืนมาอีกครั้ง


  • You better watch out
    เธอควรระวังไว้นะ

  • You better not cry
    เธอไม่ควรร้องไห้นะ

  • Better not pout
    และไม่ควรทำหน้าบึ้งด้วย

  • I'm telling you why
    ฉันจะบอกเธอว่าทำไม

  • Santa Claus is coming to town
    เพราะซานตาคลอสกำลังมาที่เมืองนะสิ



  • He's making a list
    เขากำลังจัดทำรายชื่อ

  • And checking it twice;
    และตรวจดูสองรอบให้แน่ใจ

  • Gonna find out Who's naughty and nice
    เพื่อดูว่าเด็กคนไหนซนคนไหนดี

  • Santa Claus is coming to town
    ซานตาคลอสกำลังมาที่เมืองแล้ว



เสียงเพลง Santa Claus is coming to town ดังแว่วเข้ามาในห้วงคำนึงของเดือนอีกครั้งหนึ่ง มันเป็นเวลากว่าห้าทุ่มแล้ว อีกไม่นานวันใหม่ก็จะมา พลันเสียงกดกริ่งที่หน้าประตูรั้วก็ดังขึ้น ซานตาคลอสมาแล้วจริงๆ!


  • Silent night, Holy night
    คืนอันเงียบสงบ คืนอันศักดิ์สิทธิ์

  • All is calm, all is bright
    ทุกสิ่งสงบสงัด ทุกอย่างสว่างไสว

  • Round yon Virgin Mother and Child,
    รอบพระแม่ผู้พรหมจรรย์และบุตร

  • Holy infant so tender and mild,
    ทารกศักดิ์สิทธิ์ช่างอ่อนโยนและนิ่มนวล

  • Sleep in heavenly peace
    นอนหลับอยู่ในสันติสุขแห่งสรวงสวรรค์

  • Sleep in heavenly peace
    นอนหลับอยู่ในสันติสุขแห่งสรวงสวรรค์


แสงฮัมเพลง Silent night เบาๆ ขณะก้มลงมองดูลูกทั้งสองที่กำลังนอนหลับตาพริ้มอย่างมีความสุข คริสต์มาสปีนี้ แตงกับต้องดีใจที่ตื่นมาพบของขวัญในถุงเท้าจากซานตาคลอสเหมือนทุกปี เดือนดีใจยิ่งกว่าที่ครอบครัวได้ของขวัญวันคริสต์มาสเป็นแสงคนเดิมกลับคืนมา ส่วนแสงนั้นหวังว่าวันหนึ่งประเทศไทยจะได้สังคมที่สงบสันติแบบไทยๆ และคนไทยที่มีตัวตนของคนไทยกลับคืนมาเป็นของขวัญสำหรับทุกคน






20 ธันวาคม 2552
เผยแพร่ครั้งแรกในเว็บไซต์ suan84.com
และในวารสาร CUSTOMER FOCUS ฉบับที่ 6 (ตค.-ธค. 2552)
ของบริษัท ถิรไทย จำกัด (มหาชน)





วันพุธ, สิงหาคม 19, 2009

แม่ของเอิบ

ณรงค์ฤทธิ์ ศรีรัตโนภาส
roichaksaam@gmail.com

  • “อยากเก็บดอกไม้สีม่วง

  • ที่หลุดร่วงโรยดิน

  • อยากหวนกลับคืนพื้นถิ่น

  • สู่คนเคยรินน้ำใจแบ่งให้กัน



  • อยากเก็บดอกโสนบานบ่าย

  • อยากเก็บบัวสายไปให้แม่

  • ป่านนี้คงตั้งตาแล

  • ลูกน้อยของแม่จะกลับมา....”




แม่ไม่ค่อยรู้เรื่องของเอิบ
เหมือนที่แม่ไม่ค่อยรู้เรื่องของพ่อเมื่อสามสิบปีที่แล้ว ....


ครานั้น เอิบเพิ่งอายุได้ 5-6 ขวบ ตอนเช้าๆ แม่จะจูงมือเอิบ อีกมือถือห่อข้าวลัดเลาะไปตามสวนยางพาราที่แฉะชุ่มและชื้นกลิ่นป่า แม่ยื่นห่อข้าวให้พ่อที่ปลายสวนยางชายป่าปากทางขึ้นควน และพูดคุยกันเพียงไม่กี่คำ พ่อจะอุ้มเอิบขึ้นไปกอดและหอมที่แก้ม แล้วพ่อก็รีบกลับขึ้นควนไป ตลอดเวลาที่ผ่านมา แม่ไม่เคยเล่าเรื่องใดๆ ของพ่อให้เอิบฟัง

“อย่าไปใกล้บ่อน้ำนะลูก” แม่จะเตือนเมื่อเห็นเอิบเอาฝักต้อยติ่งโยนเล่นในบ่อน้ำหน้าบ้าน แม่เกรงเอิบจะพลัดตกลงไปในนั้น หรือไม่ก็ถูกทากตัวเล็กๆ ที่ซ่อนตัวอยู่กับผืนหญ้าปากบ่อกัดเอา

“มาโยนดอกต้อยติ่งเล่นกันดีกว่า” แม่ชักชวนพร้อมกับเด็ดดอกต้อยติ่งสีม่วงเศร้าโยนขึ้นไปบนอากาศ แล้วให้เอิบวิ่งไล่เก็บขณะดอกหมุนติ้วลงดิน ความจริงโยนลูกยางพาราน่าจะสนุกกว่า เพราะลูกยางพารามีน้ำหนักและตกถึงพื้นเร็วกว่าดอกต้อยติ่ง แต่เอิบของแม่ยังเล็กเกินไป แม่เกรงว่าลูกยางพาราจะตกลงมาโดนหัวลูกของแม่ได้รับบาดเจ็บ

ก่อนเที่ยงแม่จะออกไปเก็บน้ำยางที่ตื่นมากรีดไว้ตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง เพื่อนำกลับมารีดเป็นยางแผ่น ตากไว้ใต้ชายคาที่แดดส่องเข้ามาไม่ถึงในตอนบ่าย โดยมีเอิบป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้ๆ ปกติเอิบมักไม่ไปไหน เพราะนอกจากติดแม่แล้ว เอิบยังชอบบรรยากาศในสวนยาง ชอบความร่มรื่นและกลิ่นชื้นเฉพาะตัวที่ไม่เหมือนใครของสวนยางพาราที่หลายคนอาจบ่นว่าเหม็น บ่อยครั้งที่แม่รีดยางไปด้วย ป้อนข้าวกลางวันเอิบไปด้วยในสวนยาง พอตกค่ำแม่ก็จะนั่งปะชุนเสื้อผ้าของพ่อกับของเอิบที่เก่าจนสีขมุกขมัวไปหมด พร้อมกับร้องเพลงกล่อมจนเอิบหลับไป บางคืนก็เพลงโผกเปล บางคืนก็เพลงเวเปล บางคืนก็เพลงไก่ขัน แต่ทุกคืนที่เอิบจำความได้ ไม่เคยมีพ่ออยู่ที่บ้านเลย และแม่ก็ไม่เคยบอกอะไรมากไปกว่าพาเอิบไปส่งข้าวให้พ่อที่ปลายสวนยางชายป่าปากทางขึ้นควน ก่อนจะกลับมาเล่นโยนดอกต้อยติ่งสีม่วง รีดยางแผ่น ป้อนข้าว ปะชุนเสื้อผ้า และร้องเพลงกล่อมลูกให้เอิบหลับ นี่คือบทเพลงแห่งชีวิตที่บรรเลงซ้ำกันทุกวันของเอิบกับแม่

แล้ววันหนึ่งพ่อก็กลับมาที่บ้านโดยที่แม่ไม่ต้องออกไปหาพ่อที่ปลายสวนยางชายป่าปากทางขึ้นควนเหมือนเช่นเคย เอิบดีใจที่พ่อจะได้กลับมาอยู่กับเอิบกับแม่เสียที แต่น่าแปลกใจที่เอิบไม่เห็นแม่ดีใจ ตรงข้ามแม่ดูจะเศร้าหมองลงด้วยซ้ำ เมื่อเพื่อนบ้านพาพ่อกลับมา เอิบเห็นแม่สะอื้น และเห็นน้ำตาแม่ไหลรินเป็นครั้งแรก แม่บอกกับเพื่อนบ้านว่า พ่อเคยบอกให้ฝังพ่อไว้ที่ปลายสวนยางชายป่าปากทางขึ้นควน......

จากวันนั้น เอิบยังคงอยู่กับแม่โดยไม่รู้เรื่องราวใดๆ ของพ่อ กระทั่งเมื่อเอิบขึ้นเรียนชั้นมัธยมต้น

“พ่อหนูเป็นทหารป่า เข้าป่าพร้อมๆ กับครูนี่แหละ” ครูเสนอครูประจำชั้นของเอิบซึ่งเป็นเพื่อนคนหนึ่งของพ่อเปิดเผย

จากคำบอกเล่าของครูเสนอ ปักษ์ใต้โดยเฉพาะในชนบทเมื่อสามสิบสี่สิบปีที่แล้วบ้านเมืองยังป่าเถื่อนอยู่มาก ชาวบ้านมักถูกเจ้านายรีดไถรังแก ใครขัดขืนก็ถูกกลั่นแกล้ง ถูกยัดเยียดข้อหาคอมมิวนิสต์ จับขึ้นไปบนเฮลิคอปเตอร์แล้วถีบลงเขา หรือไม่ก็จับเผาลงถังแดง จนคนดีๆ อยู่ไม่ได้ต้องหนีเข้าป่าไปรวมกับพวกคอมมิวนิสต์กลับมาต่อสู้กับทางการ พ่อเป็นหนึ่งในนั้นโดยที่แม่เป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาที่ไม่รู้อะไรมากนัก รู้เพียงว่าพ่ออยู่บ้านต่อไปไม่ได้ ความรักความผูกพันของผู้หญิงคนหนึ่งที่มีต่อลูกต่อผัวที่แม่จะทำได้ก็คือ คดข้าวใส่ห่อไปให้สามีตอนเช้าและเฝ้าถนอมเลี้ยงลูกที่เหลือไม่ให้ห่างตาห่างกาย แม่ไม่เคยรู้ว่าพ่อไปทำอะไรบ้างในป่าและบนควน และพ่อก็ไม่เคยบอกอะไรแม่นอกจากเตือนให้ระวังตัวจากเจ้านายและสั่งเสียให้เลี้ยงลูกให้ดี

และแม่ก็เลี้ยงลูกคนนี้อย่างดีเท่าที่แม่ชนบทคนหนึ่งจะทำให้ลูกสุดที่รักของตนได้ เอิบลูกของแม่เรียนจบราชภัฏฯ และเข้ารับราชการเป็นครู ถูกส่งไปประจำที่โน่นที่นี่กว่าสิบปีแล้ว โดยที่ตลอดเวลาที่รับราชการเอิบไม่เคยเกี่ยงไม่ว่าจะถูกส่งไปห่างไกลจากบ้านเกิดแค่ไหน หรือที่ที่ถูกส่งไปจะทุรกันดารเพียงไร แม้กระทั่งที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ไม่มีใครยอมไป และแม่เองก็ไม่อยากให้เอิบไป เอิบก็อาสาไปมาแล้ว จิตใจเสียสละที่ไม่คิดถึงตัวเองของเอิบคงถ่ายทอดมาจากพ่อและแม่ ชีวิตข้าราชการครูของเอิบเติบใหญ่รุ่งเรืองพร้อมกับความร่วงโรยโดยธรรมชาติของแม่ ผู้เฝ้าดูเอิบเติบโตก้าวหน้าและใช้ชีวิตอย่างเดียวดายแต่เข้มแข็งมั่นคงเพื่อเป็นกำลังใจให้เอิบเหมือนที่เคยเป็นกำลังใจให้พ่อมาแล้ว โดยที่ตลอดเวลาแม่ไม่เคยรู้ว่าเอิบไปทำอะไรบ้างในที่ลำบากและอันตรายเหล่านั้น แม่รู้เพียงว่าเอิบของแม่มีเหตุผลที่ทำในวันนี้เหมือนที่พ่อก็มีเหตุผลที่ทำในวันนั้น และสิ่งที่คนเล็กๆ ทำนั้น แม้จะดูยิ่งใหญ่แค่ไหน อีกไม่นานผู้คนก็คงจะลืม แม่จึงไม่อินังขังขอบอะไร สิ่งที่แม่สนใจคือวันนี้เอิบของแม่จะกลับบ้านหลังจากที่ไม่ได้กลับมาเยี่ยมแม่เกือบสองปีแล้ว แม่จึงตื่นแต่เช้าเพื่อรอรับเอิบของแม่

ขณะเดินทางกลับบ้าน เอิบพบทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม สวนยางพาราอันร่มรื่นยังคงแฉะชุ่มและชื้นกลิ่นป่า บ่อน้ำหน้าบ้านยังมีทากตัวเล็กๆ ซุกบนผืนหญ้าปากบ่อ และดอกต้อยติ่งสีม่วงเศร้ายังคงโบกดอกทักทายล้อลมริน ที่สำคัญเอิบเห็นแม่ที่แก่ลงมาก แต่ยังยืนอย่างเข้มแข็ง แม้สองตาและร่องแก้มจะเปียกชื้น แม่ยืนรอเอิบที่ปลายสวนยางชายป่าปากทางขึ้นควน เอิบรู้สึกอบอุ่นและมีความสุขอย่างบอกไม่ถูกที่ได้กลับบ้าน และโดยเฉพาะเมื่อแม่ก้มลงจุมพิตที่หน้าผากของเอิบ ก่อนที่ร่างของเอิบจะถูกหย่อนลงในหลุมเคียงข้างหลุมของพ่อเมื่อสามสิบปีที่แล้ว

“ฉันมีสามีและลูกที่เสียสละชีวิตเพื่ออุดมการณ์ของพวกเขา”
แม่พึมพำกับตัวเอง
“ เขาทั้งสองเป็นคนดีที่สุดเท่าที่ฉันจะหาได้ แม้คนหนึ่งจะตายด้วยน้ำมือของเจ้าหน้าที่รักษาดินแดน ในขณะที่อีกคนหนึ่งตายด้วยน้ำมือของผู้แบ่งแยกดินแดน”
แม่รำพึงในใจขณะที่เพื่อนบ้านช่วยกันโกยดินลงหลุมฝังศพอย่างเงียบเชียบ


17 สิงหาคม 2552
เผยแพร่ครั้งแรกในเว็บไซต์ suan84.com
และในวารสาร CUSTOMER FOCUS ฉบับที่ 5 (เมย. – สค. 2552)
ของบริษัท ถิรไทย จำกัด (มหาชน)





วันอังคาร, กรกฎาคม 07, 2009

อรุณสวัสดิ์... กัลกัตตา

ณรงค์ฤทธิ์ ศรีรัตโนภาส
roichaksaam@gmail.com





ชูปราวัท โกลกาตา!
“ชูปราวัท โกลกาตา! ..... อรุณสวัสดิ์ กัลกัตตา!”


เขาตื่นขึ้นมาในเช้าวันที่อากาศแจ่มใสด้วยลำแดดที่เริ่มกล้าแรงของเดือนตุลาคม โดยไม่แน่ใจว่ากำลังพูดประโยคนั้นกับตัวเองหรือกับผืนแผ่นดินแห่งวัฒนธรรมที่มีชีวิตชีวาของเมืองท่าขนาดใหญ่แห่งรัฐ
เบงกอลตะวันตกของอินเดีย


กัลกัตตา (Calcutta) หรือที่ต่อมาเปลี่ยนเป็น โกลกาตา (Kolkata) เปลี่ยนแปลงไปพอสมควรจากหลายปีก่อนที่เขาเคยสัมผัสเมื่อแรกเข้ามาติดต่อธุรกิจจำหน่ายหม้อแปลงไฟฟ้าให้กับการไฟฟ้าแห่งกัลกัตตา เมืองดูขยายตัวไป และรถราดูติดมากขึ้น แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนคือมิตรไมตรีและความไว้เนื้อเชื่อใจที่ลูกค้าชาวภารตะมีต่อเขา ไม่ว่าจะเป็น สันทนุ ภัททชารยา ผู้อำนวยการบริหารของการไฟฟ้ากัลกัตตา ที่เป็นธุระให้เลขานุการของเขาจัดชงชาดาร์จีลิงไว้คอยต้อนรับ วิคาช กรรมการผู้จัดการของบริษัท ไฮ-เทค ซิสเต็มส์ ที่เป็นตัวแทนจัดซื้อหม้อแปลงไฟฟ้าให้การไฟฟ้ากัลกัตตา หรือ แนนดี้ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิศวกรรมของการไฟฟ้ากัลกัตตา ที่เปิดเผยถึงเหตุผลที่ตัดสินใจซื้อหม้อแปลงไฟฟ้ากำลังขนาด 160 เม็กกะโวลท์แอมแปร์จากบริษัท ถิรไทย จำกัด (มหาชน) ที่เขาเป็นผู้บริหารอยู่ถึง 3 ตัว ในขณะที่ซื้อจากบริษัทผู้ผลิตหม้อแปลงไฟฟ้าในอินเดียเองเพียง 2 ตัว ทั้งที่ราคาของผู้ผลิตในอินเดียถูกกว่า เหตุผลที่แนนดี้เปิดเผยคือ “ถิรไทยใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพกว่า และคนของถิรไทยมีคุณธรรม มีความโปร่งใสที่น่าทำธุรกิจด้วย” แน่นอนว่าคำพูดสั้นๆ เท่านี้ย่อมเป็นกำไรที่เกินคุ้มและน่าภาคภูมิใจสำหรับการนำภาพลักษณ์ที่ดีของคนไทยออกสู่สากลโดยผ่านช่องทางการทำธุรกิจกับต่างชาติ

แต่ว่าเช้าวันนี้ การมาทำธุรกิจที่กัลกัตตาจะคุ้มมากกว่าทุกครั้งเพราะหลังจากที่เหน็ดเหนื่อยกับการเจรจาและงานเลี้ยงขอบคุณลูกค้าแล้ว วิคาชได้จัดเตรียมรถ คนขับ และมัคคุเทศก์ไว้ให้เขาตระเวนสัมผัสลมหายใจแห่งกัลกัตตาตั้งแต่เช้าจรดเย็น

กัลกัตตาเดิมเป็นเมืองท่าสถานีการค้าเล็กๆ บนชายฝั่งตะวันออกของอินเดีย และอยู่ทางตะวันออกของแม่น้ำฮูกลีซึ่งเป็นแม่น้ำสายเดียวกันกับแม่น้ำคงคาอันศักดิ์สิทธิ์ของอินเดีย ปี 1690 จ็อบ ชาร์น็อก หัวหน้าโกดังสินค้าของบริษัทอิสต์อินเดียของอังกฤษในฮูกลีได้เลือกเอา หมู่บ้านกาลีกัต เป็นที่สร้างโกดังสินค้าแห่งใหม่ของบริษัท และนี่คือต้นกำเนิดของเมืองกัลกัตตา


ปี 1773 กัลกัตตากลายเป็นศูนย์กลางการปกครองของอังกฤษในอินเดีย ในสมัยนั้นมีนักเขียน พ่อค้า ทหารและสตรีจากยุโรปจำนวนมากเดินทางมากัลกัตตา ทำให้ตัวเมืองเจริญรุ่งเรืองขึ้นอย่างรวดเร็วกลายเป็นเมืองใหญ่ที่พรั่งพร้อมไปด้วยเวียงวังในยุคอุปราชอังกฤษ กัลกัตตาเริ่มตกต่ำเมื่ออังกฤษย้ายเมืองหลวงไปที่เดลีในปี 1911 ครั้นเมื่ออินเดียได้รับเอกราชและประเทศถูกแบ่งแยกดินแดนส่วนหนึ่งไปเป็นปากีสถานตะวันออก หรือที่ต่อมาคือบังคลาเทศซึ่งพลเมืองส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม ผู้คนที่นับถือศาสนาฮินดูที่อาศัยอยู่ในแถบเบงกอลตะวันออกจึงได้อพยพข้ามเส้นพรมแดนที่แบ่งขึ้นใหม่เข้ามายังแถบเบงกอลตะวันตก ทำให้กัลกัตตายิ่งแออัดยัดเยียดไปด้วยผู้คนจนเกินกว่าที่เมืองจะรองรับ

รันยิด สารถีผู้หงุดหงิดเพราะสภาพการจราจรอันตึงเครียดในกัลกัตตา มารับเขาแต่เช้าที่ ทอลลีกันจ์คลับ ที่นี่เดิมเป็นไร่คราม อยู่ทางตอนใต้ของกัลกัตตา ต่อมามหาราชาแห่งไมซอร์ได้มาสร้างตำหนักขึ้นที่นี่ และกลายมาเป็นทอลลีกันจ์คลับในปี 1895 สโมสรอายุกว่าร้อยปีที่ภายในมีสนามกอล์ฟ สนามเทนนิส และคอร์ทสคว็อชที่เขาใช้พักแรมนี้น่าจะเก่าแก่เป็นที่สองรองจาก เบงกอลคลับ ที่สร้างขึ้นก่อนหน้าไม่นาน


ทอลลีกันจ์คลับ




รันยิดพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ พูดได้แต่ภาษาเบงกาลีเนื่องจากไม่ได้เรียนหนังสือสูง แต่รันยิดก็ฉลาดพอที่จะพาเขาแวะถ่ายรูปที่ วิกตอเรียอนุสรณ์ ก่อนจะพาขับต่อไปพบ จายันต์ ผู้อำนวยการบริษัทไฮ-เทค ซิสเต็มส์ ที่อาสาเป็นมัคคุเทศก์วันนั้น


จายันต์ (คนสวมแว่น) มัคคุเทศก์ผู้อารีกับร้านขายน้ำมันพืชเจ้าประจำของเขา









วิกตอเรียอนุสรณ์เป็นอาคารหินอ่อนสีขาวจากรัฐราชสถาน หลังคาทรงโดมตั้งตระหง่านอยู่ที่สวนไมดันกลางใจเมืองกัลกัตตาเตือนให้รำลึกถึงอดีตที่อังกฤษเคยมายึดครองที่นี่เหมือนอาคารหรือสิ่งก่อสร้างแบบตะวันตกอีกหลายแห่งของเมืองนี้ สองข้างทางที่รถวิ่งผ่านจะเห็นผู้คนพากันออกมาอาบน้ำที่ก๊อกน้ำสาธารณะที่ทางการติดตั้งไว้บนบาทวิถีเป็นระยะๆ จายันต์บอกว่าคนที่นี่จำนวนมากอพยพมาจากเมืองอื่น มาเป็นกุลีรับจ้างขนทูนของสารพัดจากท่าเรือและสถานีรถไฟโดยมีรายได้เพียงวันละ 70-100 กว่ารูปี (1 รูปีเท่ากับ 90 กว่าสตางค์หรือเกือบหนึ่งบาทของเรา) พวกเขาจะพักอยู่รวมกันอย่างแออัด 10-20 ครอบครัวในห้องเช่าเล็กๆ เพียงห้องเดียวซึ่งไม่มีทั้งห้องส้วมและห้องน้ำ ภาพคนจรผู้ยากไร้ยืนขับถ่ายและอาบน้ำบนบาทวิถีข้างถนนหรือตามตรอกซอกซอย จึงเป็นฉากชีวิตประจำวันของกัลกัตตาโดยเฉพาะทางตอนเหนือของเมืองซึ่งเป็นย่านอยู่อาศัยของพวกคนจน





ในตอนเช้า คนที่มีฐานะซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ทางตอนใต้ของเมืองจะออกมารับประทานอาหารกันที่ภัตตาคาร เช้าวันนี้จายันต์พาเขามาที่ ร้านฟลูรีส์ เป็นร้านอาหารเก่าแก่สไตล์ยุโรปที่คนชั้นกลางค่อนไปทางสูงนิยมมารับประทานกัน ราคาอาหารพอๆกับที่ทอลลีกันจ์คลับ แต่คุณภาพดีกว่าอาหารที่สั่งจากรูมเซอร์วิสของทอลลีกันจ์คลับมาก ที่น่าแปลกคือไข่ดาวที่นี่ราคาแพงมาก ค่าไข่ดาว 2 ฟองกับขนมปัง 2 แผ่นเล็กและเนยอีกหนึ่งก้อนเล็กกับแยมผลไม้ที่แถมมาพร้อมกับการสั่งไข่ดาว คิดเป็นเงินถึง 110 รูปี (เท่ากับกินไข่ดาวฟองละเกือบ 50 บาท) ในขณะที่กรัวซองต์อัลมอนด์ชิ้นใหญ่ราคาเพียง 40 รูปี และคาปูชิโนถ้วยละ 70 รูปี

เสร็จจากอาหารเช้า เขาขอให้จายันต์พาชมตลาดตามนิสัยปกติของเขาที่เดินทางไปต่างถิ่น เหตุผลเพราะตลาดเป็นที่รวมของวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชุมชน ตลาดพาร์ค เซอร์คัส ที่เห็นวันนั้น เป็นตลาดสดที่มีชีวิตชีวามากแม้จะไม่ใช่ตลาดที่ใหญ่มากนักของเมืองก็ตาม จายันต์มาจ่ายตลาดที่นี่ประจำ แนะนำให้เขารู้จักกับเจ้าของร้านขายน้ำมันพืชบ้าง เจ้าของร้านขายถั่วบ้าง ที่น่าสนใจในตลาดสดแห่งนี้คือ การลอกหนังปลาของที่นี่ พ่อค้าปลาจะใช้มีดโค้งคมกริบปักไว้ให้ด้านใบมีดขึ้นข้างบน แล้วใช้สองมือจับชิ้นปลาสดรูดไปที่คมมีดเข้าหาตัวอย่างชำนาญจนหนังปลาถูกลอกออกมาจากเนื้ออย่างรวดเร็วและง่ายดาย แต่ดูแล้วน่าหวาดเสียวนิ้วมือจริงๆ







การจราจรรอบๆ ตลาด หรือพูดอีกทีคือเกือบทุกหนทุกแห่งในกัลกัตตายกเว้นทางใต้ที่เป็นย่านอยู่อาศัยของคนมีอันจะกิน จะขวักไขว่ไปด้วยยวดยานหลากชนิดตั้งแต่รถบรรทุก รถเมล์ รถเก๋ง รถแท็กซี่ รถสามล้อเครื่องหรือรถตุ๊กตุ๊ก รถมอเตอร์ไซค์ รถจักรยาน รถราง รถลาก รถเข็นรวมทั้งฝูงคน และแม้กระทั่งวัว ต่างมีสิทธิ์ใช้ถนนร่วมกัน ด้วยเหตุนี้รถราจึงติดไปหมดทุกถนน รถแต่ละคันขับเบียดกันจนเกือบจะชน เสียงบีบแตรนั้นไม่ต้องพูดถึง เป็นเรื่องปกติที่คนขับรถที่นี่จะบีบแตรกันตลอดเวลาด้วยความเคยชินมากกว่าความจำเป็น ที่แย่กว่านี้คือ ใครอยากจอดรถทิ้งไว้ตรงไหนของถนน จะเกะกะขวางทางคนอื่นอย่างไรก็ทำได้โดยไม่มีใครว่าอะไร เขาเคยคิดว่าการจราจรของกรุงเทพฯ และคนขับรถในกรุงเทพฯ คงจะเลวร้ายกว่าทุกแห่งในโลก แต่เมื่อมาพบที่กัลกัตตา เขารู้สึกรักเมืองไทยขึ้นมาอย่างจับใจ



ไฮปาร์คตามมุมถนนพบได้แทบทุกบ่ายในกัลกัตตา




ร้านขายดอกไม้บนทางเท้า




ตลาดแบกะดินในย่านคนจน




คนจนส่วนใหญ่ยังอาศัยแม่น้ำฮูกลีเป็นที่อาบน้ำและซักผ้า






ย่านที่อยู่อาศัยและร้านค้าของคนชั้นกลางในกัลกัตตา






เห็นแขกกับงู ต้องตีงูก่อนแขก!


กัลกัตตาเป็นเมืองแห่งศิลปะวัฒนธรรม เป็นบ้านเกิดของท่านรพินทรนาถ ฐากุร กวีเอกของอินเดียและของโลก แม่ชีเทเรซ่าก็มาเปิดสถานสงเคราะห์คนยากจนและคนเจ็บป่วยที่เมืองนี้ ในตัวเมืองจะมีโบสถ์และวิหารเก่าแก่ของศาสนาคริสต์ที่สร้างขึ้นในคริสตศตวรรษที่ 18 และ 19 มากมายสลับกับวิหารทั้งเล็กและใหญ่ของศาสนาฮินดู จายันต์นับถือศาสนาฮินดูและศรัทธาในพระผู้เป็นเจ้าของเขา การเที่ยวกัลกัตตาวันนั้น จายันต์จึงพาเขาเข้าวิหารฮินดูเสียเป็นส่วนใหญ่ เริ่มจากไปไหว้พระกฤษณะที่ วัด Shri Radha Kristna ซึ่งอยู่กลางเมืองกัลกัตตา จากนั้นก็ขับรถผ่านสะพานข้ามแม่น้ำฮูกลีที่มีผู้คนมากมายเดินข้ามสะพานจากสถานีรถไฟมายังอีกฟากของแม่น้ำ การจราจลบนสะพานนั้นติดขัดอย่างหฤโหด แต่ในที่สุดรันยิดกับจายันต์ก็ได้พาเขามายัง สำนักรามกฤษณะ ที่มีผู้คนมากมายมาคอยกราบไหว้เจ้าแม่ศรีมหาอุมาเทวี ที่นี่จะมีอาคารและสิ่งปลูกสร้างอันโอ่อ่าสวยงามหลายหลัง หลังใหญ่สุดเป็นที่ประดิษฐานรูปบูชาของเจ้าแม่ศรีมหาอุมาเทวี ซึ่งปกติจะปิดประตูไว้และจะเปิดให้คนกราบไหว้เจ้าแม่เป็นเวลา ช่วงที่เขาไปถึงนั้น ผู้คนแต่งตัวดีเป็นร้อยๆ กำลังนั่งรอการเปิดประตูเพื่อจะได้กราบไหว้เจ้าแม่ ในขณะที่อีกด้านหนึ่งคนจนเป็นร้อยๆ เช่นกันกำลังเข้าแถวรอรับอาหารกลางวันฟรีจากทางสำนักซึ่งจะทำทานเช่นนี้เป็นปกติทุกวัน ใกล้ๆ กันเป็นโรงเรียนที่ทางสำนักรามกฤษณะสร้างขึ้น มีคนนิยมส่งบุตรหลานเข้ามาเรียนกันมาก สำนักรามกฤษณะมีการเผยแพร่คำสอนและขยายสาขาไปทั่วโลก เงินทุนของสำนักนี้ส่วนใหญ่มาจากการบริจาคของเศรษฐีที่ศรัทธาในคำสอน จายันต์บอกเขาว่า เศรษฐีอินเดียหลายคนทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินทั้งหมดของตนให้กับสำนักรามกฤษณะเมื่อตนถึงแก่กรรมแล้ว



วัด Shri Radha Kristna กลางเมืองกัลกัตตา


ความศรัทธาทางศาสนาของคนอินเดียนั้น ยังเห็นได้จากฝูงชนที่เขาพบที่ วิหารเจ้าแม่กาลี อีกฟากหนึ่งของแม่น้ำฮูกลี ที่นั่นจะมีการเปิดให้กราบไหว้เป็นเวลาเช่นกัน จายันต์พาเขาไปที่นั่นใกล้เวลาที่วิหารจะปิด แต่ผู้คนหลายร้อยคนยังคงเบียดเสียดยัดเยียดผลักดันแย่งยื้อกันเพื่อที่จะเข้าไปกราบไหว้รูปบูชาเจ้าแม่กาลีให้ได้ เป็นภาพที่เหลือเชื่อจริงๆ ในความศรัทธาต่อศาสนาของชาวอินเดียที่เกิดขึ้นเช่นนี้ไม่ใช่เฉพาะแต่ในช่วงเทศกาล แต่ในทุกๆ วัน

และที่วิหารแห่งนี้ เขาได้พบความจริงข้อหนึ่งที่คนมาเที่ยวอินเดียมักถูกเตือนกันคือ อย่าได้ให้เงินขอทานเป็นอันขาด ขอทานอินเดียอดทนมาก เดินตามขอเขาตั้งแต่ที่จอดรถไปยังร้านขายดอกไม้และต่อไปถึงตัววิหารเจ้าแม่กาลีนับระยะทางได้เกือบครึ่งกิโลเมตร และในที่สุดเขาก็ใจอ่อนแอบส่งเงิน 10 รูปีให้ขอทานแม่ลูกคู่หนึ่งในจังหวะที่มั่นใจว่าไม่มีใครเห็นแล้ว แต่ทันทีที่เงินหลุดจากมือเท่านั้นแหละ ขอทานอีกหลายชีวิตก็กรูกันเข้ามาจากไหนไม่รู้เต็มไปหมด เรื่องที่น่าสนใจกว่านี้คือคำพูดของขอทานที่ใช้เรียกนักท่องเที่ยวว่า
“ชาเฮบ” (Shaheb) ขอทานจะเรียกซ้ำๆ ว่า “ชาเฮบๆ ๆ ” จายันต์บอกว่าเป็นคำที่ขอทานเรียกชาวต่างชาติซึ่งแปลว่า “คนที่มีผิวสวย” คำอธิบายของจายันต์สร้างความรู้สึกบางอย่างที่บอกไม่ถูกแก่เขา
ความเชื่อในเรื่องศาสนาและความเชื่อเรื่องชั้นวรรณะในหมู่คนจนของอินเดียยังคงเหนียวแน่นจนทำให้พวกเขารู้สึกตนเองต่ำต้อยด้อยค่า แม้แต่สีผิวของตนก็คิดว่าไม่สวย เหตุนี้สิหนอที่คนจนส่วนใหญ่ในอินเดียต่างก้มหน้ายอมรับชะตากรรมในชาตินี้ของตนและเฝ้าสวดบูชาพระผู้เป็นเจ้าเพื่อหวังชาติภพใหม่ที่ดีกว่าข้างหน้า



วิหารเจ้าแม่กาลีริมฝั่งแม่น้ำฮูกลี



บ่ายวันนั้น จายันต์พาเขาไปยังย่านคนชั้นกลาง สองฝั่งถนนมีร้านรวงเปิดขายของต่างๆ อย่างคึกคัก การจราจรนั้นไม่ต้องพูดถึง ถ้าไม่ใช่ทางตอนใต้ที่ผู้มีอันจะกินอาศัยอยู่แล้ว ทุกแห่งรถจะหนาแน่นไปหมด รถแต่ละคันไม่ว่ารถบรรทุก รถเมล์ รถแท็กซี่ ส่วนใหญ่จะเก่าเกือบเป็นเศษเหล็กอยู่แล้ว รถยี่ห้อ Ambassador ซึ่งผลิตเองในอินเดียเลียนแบบรถมอริสจะใช้ทำเป็นรถแท็กซี่ทาสีเหลือง อีกยี่ห้อหนึ่งคือ Tata ก็เป็นรถอินเดียมักใช้เป็นรถบ้าน รถต่างประเทศที่เห็นก็มีอีซูซุกับเชฟโรเล็ตซึ่งเป็นรถขนาดเล็ก ตามตรอกซอกซอยจะมีร้านขายนมสด ขายของทอด และร้านน้ำชา เจ้าของร้านกำลังชงชาบริการลูกค้าที่ยืนรออยู่ข้างหน้า เป็นร้านน้ำชาคนจนที่บริการคนพื้นที่ ต่างจากร้านน้ำชาที่อยู่ตามห้างสรรพสินค้า ที่จัดที่นั่งเป็นสัดส่วน ผู้ใช้บริการมักเป็นนักท่องเที่ยวกับคนมีฐานะในอินเดีย ในซอยที่ขายน้ำชาซึ่งเดินต่อไปจะถึงบ้านเกิดของ ท่านรพินทรนาถ ฐากุร ที่ปัจจุบันทำเป็นพิพิธภัณฑ์ และใกล้ๆ กันทำเป็นสถาบันการศึกษานั้น จะมีหญิงโสเภณีอินเดียกลุ่มหนึ่งสี่ห้าคนอายุอานามส่วนใหญ่น่าจะเข้าวัยกลางคนแล้ว นอนเอกเขนกกันอยู่ริมถนนอย่างเปิดเผย


ท่านรพินทรนาถ ฐากุร

"รพินทรนาถ ฐากุร บิดาทางจิตวิญญาณ คนหนึ่งของอินเดีย เป็นบุคคลที่น่าอัศจรรย์ ในประวัติศาสตร์....

ท่านเป็นกวี จิตรกร อีกทั้งเป็นปรัชญาเมธี ผู้ได้ทิ้งรอยประทับไว้ในสากลโลก"


วารสาร "ไลฟ "
8 พฤษภาคม 2504







ย่านบ้านเกิดของท่านรพินทรนาถ ฐากุร


ก่อนรับประทานอาหารกลางวันในบ่ายแก่ๆ ของวันนั้นที่ร้านอาหารจีนแห่งหนึ่งในย่านคนรวย จายันต์พาเขาเข้าชม พระราชวังหินอ่อน ซึ่งตั้งอยู่บน ถนนมุกตารามบาบู ทางตอนเหนือของเมืองกัลกัตตา พระราชวังแห่งนี้สร้างขึ้นในปี 1835 โดย ราชามัลลิก ปัจจุบันทายาทได้อนุญาตให้นักท่องเที่ยวเข้าชมได้ แต่วันนั้นไม่ทราบเป็นเพราะอะไร คนเฝ้าประตูไม่ยอมให้เข้า จายันต์จึงต้องหยอดน้ำมันมัคคุเทศก์ของวังไป 100 รูปี และคนเฝ้าประตูอีก 30 รูปีจึงได้รับอนุญาตให้เข้าชม ด้านนอกของวังโบกด้วยปูนทาสีขาว ตัวหินอ่อนนั้นอยู่ภายใน โต๊ะเก้าอี้และสิ่งของเครื่องใช้หลายอย่างทำด้วยหินอ่อน ภายในมีภาพวาด นาฬิกาโบราณ รูปปั้นจากยุโรป และเครื่องเคลือบจากจีน สภาพวังรวมทั้งสิ่งของต่างๆ ดูชำรุดทรุดโทรมและขาดการดูแลรักษาอย่างถูกวิธีและดีพอ เทียบไม่ได้เลยกับการดูแลพระราชวังต่างๆ ในเมืองไทย เมื่อพูดถึงการดูแลรักษานั้น คนไทยที่ไปกัลกัตตาจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า กัลกัตตาเป็นเมืองที่ขาดการบำรุงรักษา เห็นได้จากลิฟท์ตามอาคารต่างๆ จะเก่าและสั่นเทิ้มอย่างน่ากลัวเวลาขึ้นลง นอกจากนี้เมืองทั้งเมืองยังดูเก่า หลายแห่งสกปรก ถ้าบริษัทขายสีบริษัทไหนคิดทำการตลาดด้วยการบริจาคสีและนำไปทาให้ทั่วอาคารบริเวณสี่แยกที่ไหนสักแห่ง จะทำให้สี่แยกนั้นดูสดใสเป็นสวรรค์ขึ้นมาทันที และสีของบริษัทนั้นคงจะขายได้มากขึ้น รัฐบาลท้องถิ่นของกัลกัตตาเวลานี้ซึ่งเป็นรัฐบาลจากพรรคสังคมนิยมคงไม่ถึงกับเห็นว่าการทาสีเมืองให้ดูสะอาดและเจริญหูเจริญตาเป็นเรื่องของการเสพย์สุขดอกกระมัง?

เย็นย่ำวันนั้นของการท่องเที่ยวกัลกัตตา จบลงด้วยการที่จายันต์พาเขาไปดื่มที่ กัลกัตตากอล์ฟคลับ ทางตอนใต้ของเมืองซึ่งจายันต์เป็นสมาชิกอยู่ ตลอดทั้งวันแม้การตระเวนเที่ยวจะเหน็ดเหนื่อยและไปไหนไม่ได้มากนักเนื่องจากอาการหนักหนาของการจราจรในเมืองกัลกัตตา แต่สิ่งหนึ่งที่เขาพบจากการท่องเที่ยวกัลกัตตาวันนั้นคือ เพื่อนใหม่ชาวเบงกาลีแห่งเมืองกัลกัตตาที่ชื่อจายันต์คนนี้ไม่เคยเหน็ดเหนื่อย นอกจากร่วมเดินทางกับเขาแต่เช้าจรดเย็น และพาไปยังที่ต่างๆ ที่เขาอยากไปแล้ว ยังพยายามจะแย่งออกค่าใช้จ่ายต่างๆ แทบทุกครั้งที่มีการจ่ายเงิน แม้กระทั่งการซื้อของที่ระลึกเล็กๆ น้อยๆ กลับเมืองไทย เขาคิดว่าคำกล่าวของคนไทยที่ว่า
“เห็นงูกับแขก ให้ตีแขกก่อนงู” นั้น ดูจะไม่เป็นธรรมเอามากๆ กับแขกคนนี้ที่ชื่อ “จายันต์”



24 ตุลาคม 2550
(ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ “สยามรัฐ”
ฉบับวันอาทิตย์ที่ 28 ตุลาคม,
4 พฤศจิกายน และ 11 พฤศจิกายน 2550)





วันจันทร์, มีนาคม 09, 2009

หากดวงใจมีรัก

ณรงค์ฤทธิ์ ศรีรัตโนภาส
roichaksaam@gmail.com

  • ถ้าหากดวงใจเธอไร้รัก

  • เธอจักพักพิงหนไหน

  • หลับกับอกฟ้ากว้างไกล

  • หรือกับหัวใจที่รอนแรม



  • ถ้าหากดวงใจเธอไร้รัก

  • ฉันอยากเห็นเธอพักที่บ้าน

  • ในคืนเหน็บหนาวร้าวราน

  • คนอยู่ทางบ้านยังคงรอ



สายหมอกหนาที่ชุ่มละอองชื้นเช้าเดือนกุมภาพันธ์ ระบายสีทุ่งข้าวนาปรังที่เพิ่งเริ่มปลูกให้แลเป็นสีเขียวเรื่อขาว ราวกับมีใครเอาแถบผ้าสีขาวบางๆ ขนาดใหญ่มาขึงทาบทุ่งนาสีเขียวไว้ ขณะเดียวกับที่ควันไฟสีเทาจางเริ่มลอยตัวอ้อยอิ่งขึ้นมาทางหลังสุมทุมไม้ไกลโพ้นที่มีกระต๊อบชาวนาปลูกอยู่เดียวดาย การเคลื่อนไหวในครัวไฟก่อนฟ้าสาง บ่งบอกสัญญาณชีวิตชนบทที่กำลังเริ่มต้นวันใหม่ของมันอีกครั้ง

แคน คนลิ่นถิ่น ตื่นแต่เช้ามืดที่ยังมองไม่เห็นเส้นลายบนฝ่ามือ เขารีบก่อไฟต้มแกงใส่บาตรเร็วกว่าปกติ เนื่องจากวันนี้เขามีเรื่องสำคัญที่จะต้องรีบทำแต่เช้าตรู่ เขาต้องเข้าไปในตัวจังหวัด

“ตื่นแต่ไก่ยังไม่โห่ เก็บดอกไม้กำโตแบบนี้ จะไปให้สาวที่ไหนวะ?” หนุ่ม เพื่อนโตมาด้วยกัน ปัจจุบันแต่งเมียแล้วปลูกกระต๊อบอยู่ปากทางเข้าหมู่บ้านร้องแซวขณะเห็นเขาเดินถือดอกสะเดาดง สีขาวนวลช่อใหญ่ผ่านบ้านมันไป

“วันวาเลนไทน์ซะด้วย ไม่ธรรมดาโว้ย ไอ้แคนเรา!” โจ้ เพื่อนอีกคนบ้านอยู่ติดกันกับบ้านหนุ่มเสริม “มึงจีบแหม่มอยู่เหรอ?” แล้วทั้งคู่ก็หัวเราะ

“คนไทยยังหาไม่ได้ ริอ่านกินของนอกแล้วหรือวะ?”

แคนไม่ตอบโต้ เขาถูกแซวจนชินเสียแล้ว จริงสินะ วันนี้ว่ากันว่าเป็นวันวาเลนไทน์ แต่ เอ...ไอ้วาเลนไทน์นี่ มันชื่อเหล้าหรือชื่ออะไรหว่า? แล้วมันเกี่ยวอะไรกับความรัก? ทำไมคนถึงบอกว่ามันเป็นวันแห่งความรัก? ไอ้หนุ่มกับไอ้โจ้คงรู้ หรือบางทีมันอาจไม่รู้ก็ได้ มันก็ได้แต่จำขี้ปากเขามาเหมือนกัน มันไม่ได้รู้อะไรหมดหรอก อย่างน้อยมันก็ไม่รู้ว่าเขาเคยมีคนรักมาแล้ว ก่อนย้ายกลับมาอยู่ที่ลิ่นถิ่นบ้านเกิดอีกครั้งเมื่อสามปีที่ผ่านมา

ที่ลิ่นถิ่น ไม่มีใครเลยสักคนที่จะรู้ว่าแคนเคยมีคนรัก ความรักของเขาเกิดขึ้นเมื่อเจ็ดปีที่แล้วขณะที่เขาเข้าไปแสวงโชคเป็นคนงานเรียงเหล็กอยู่ในโรงงานอุตสาหกรรมหม้อแปลงไฟฟ้าขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง แถวนิคมอุตสาหกรรมบางปู เป็นรักแรกพบและรักต่างชนชั้นคล้ายนิยายน้ำเน่าผสมนิยายเพื่อชีวิต วันนั้นขณะเขากำลังยืนซื้อข้าวเหนียวหมูปิ้งหน้าโรงงาน บังเอิญเหลือบเห็นหญิงสาวผู้หนึ่งตะโกนร้องเรียกชายที่ฉวยของวิ่งหนีไปจากมือเธอให้หยุด เขาไม่รอช้ารีบวิ่งไล่กวดคนร้ายไปและลากตัวเอาของมาคืนเธอจนได้ แต่แล้วเรื่องกลับโอละพ่อ เพราะคนร้ายที่ว่าคือเพื่อนร่วมงานของหญิงสาวที่รีบวิ่งเอาตัวอย่างชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์จากเธอไปให้ผู้จัดการดู แต่ลืมเอาเอกสารประกอบไปด้วย หญิงสาวจึงตะโกนเรียกให้กลับมา อย่างไรก็ดี ความหวังดีที่ผิดพลาดครั้งนี้ กลับส่งผลให้ มุกรวี เจ้าหน้าที่บัญชีสาวจากโรงงานอิเล็กทรอนิกส์ข้างๆ ที่เขาเข้าไปช่วยเหลือเกิดความประทับใจจนกลายเป็นความรักที่ทั้งสองมีให้ต่อกันในเวลาต่อมา นี่คือส่วนที่คล้ายนิยายน้ำเน่า สำหรับส่วนที่คล้ายนิยายเพื่อชีวิตก็เนื่องจากมุกรวีเป็นถึงนักบัญชีสาวและค่อนไปทางสวย ทำงานในโรงงานฝรั่ง จบการศึกษาปริญญาตรี เงินเดือนกว่าสองหมื่น ขณะที่แคนหน้าตาแบบหนุ่มบ้านๆ จบมัธยมสาม เป็นแค่คนงานเรียงเหล็กที่เงินเดือนบวกโอ.ที.แล้วยังได้ไม่ถึงหมื่น แต่ความแตกต่างดังกล่าวไม่เคยเป็นอุปสรรคสำหรับความรักที่ตั้งอยู่บนฐานของความดีงามที่ทั้งคู่มีให้ต่อกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งความคิดอ่านและความประพฤติที่มีต่อครอบครัวและต่อสังคมของแคนที่ดูล้ำหน้าก้าวไกลกว่าฐานะทางการศึกษาและการงานของเขามาก และนี่เองที่ทำให้มุกรวีตัดสินใจคบหาสมาคมกับแคนฉันคนรักอย่างเต็มใจ

ความรักของแคนกับมุกรวีน่าจะไปได้ดี ถ้าไม่เกิดเรื่องนี้ขึ้นเสียก่อน.....!

“ถ้าพี่ยังเลิกกับคนที่บ้านไม่ได้ เราก็ไม่ควรคบกันต่อ” มุกรวียื่นคำขาด โดยที่แคนยังไม่ทันได้ตั้งตัว เขาไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะมีวันนี้ และไม่คิดว่ามุกรวีจะผิดสังเกตในสิ่งที่เขาทำ

“สี่ปีที่เราคบกันมา พี่ปิดฉันมาตลอด พี่ลางานกลับบ้านเมืองกาญจน์ทุกปีในวันวาเลนไทน์ วันที่ใครๆ เขาได้ดอกไม้จากคนรัก แต่ฉันนอกจากไม่ได้แล้ว พี่ยังกลับบ้านไปหาคนอื่น”

พอแคนตั้งสติได้ มุกรวีก็จากไปแล้ว เธอจากไปจากชีวิตเขาหลังจากที่ทนอัดอั้นตันใจมาตลอดสี่ปีที่คบกันโดยไม่เคยปริปากถึงความในใจนี้มาก่อน แคนพยายามหาโอกาสปรับความเข้าใจ ลงทุนไม่ทำโอ.ที.เพื่อไปดักรอเธอหน้าโรงงานฝรั่งบ้าง ไปเฝ้ารอที่บ้านพักของเธอบ้าง แต่มุกรวีก็ไม่เคยให้โอกาสเขาได้พบ ซ้ำร้ายกว่านั้น เขาเห็นเจ้า “คนร้าย” ที่เขาเคยไล่จับไปไหนมาไหนกับเธอถี่ขึ้นทุกวัน จนในที่สุดแคนเริ่มตระหนักถึงความแตกต่างระหว่างเธอกับเขา เริ่มยอมรับว่าดวงใจรักของมุกรวีมิได้มีไว้เพื่อเขา แคนเริ่มคิดถึงบ้าน คิดถึงลิ่นถิ่นที่เขาเติบโตและจากมันมา

แคนหอบดอกสะเดาดงก้าวลงจากรถประจำทางที่พาเขาจากลิ่นถิ่น ผ่านไทรโยคน้อย พุเตย พุองกะ เข้ามายังตัวจังหวัดกาญจนบุรี เป็นสายของวันที่แดดอ่อนและลมพัดริน เขาตรงต่อไปยังโรงพยาบาลประจำจังหวัด ตรงไปยังอนุสาวรีย์หนึ่งที่ตั้งตระหง่านอยู่ภายในบริเวณโรงพยาบาล วางดอกสะเดาดงสีขาวนวลช่อใหญ่ลงแล้วก้มลงกราบอย่างนอบน้อม ก่อนเงยหน้าขึ้นมองดวงหน้าเยี่ยงชายชาติทหารของรูปปั้นนั้น พลันเสียงหนึ่งดังขึ้นขณะสายตาของเขาเหลือบไปเห็นเจ้าของเสียงเข้าพอดี

“พี่แคน พี่มาที่นี่จริงๆ พี่เอาดอกไม้มากราบที่อนุสาวรีย์นี้ทุกวันวาเลนไทน์ทำไม?” มุกรวีพรั่งพรูทั้งคำพูดและคำถาม โดยที่แคนยังไม่หายตกตะลึงเพราะคาดไม่ถึงว่าจะได้เจอคนที่เขาไม่เคยหมดรักอีกครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจอที่ตรงนี้

“พี่พยาบาลที่ลาออกมาดูแลแม่ที่เมืองกาญจน์พร้อมๆ กับที่พี่ลาออกจากงานที่บางปูเมื่อสามปีก่อน บอกฉันว่าเห็นพี่เอาดอกไม้มาไหว้ที่นี่ในวันวาเลนไทน์ทุกปี ที่พี่ลางานมาทุกปีก็เพราะพี่มาที่นี่หรอกหรือ?”

แคนพยักหน้าช้าๆ

“ปู่พี่เป็นนายทหารเล็กๆ รับใช้ท่านพระยาพหลพลพยุหเสนาตั้งแต่ท่านยังเป็นพันเอกนายทหารปืนใหญ่ จนท่านนำคณะราษฎรเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบอบประชาธิปไตย เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นพลเอก และถึงแก่อสัญกรรมเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2490 ด้วยการครองชีวิตที่เรียบง่าย สมถะ ทุ่มเททำงานและซื่อสัตย์สุจริตต่อชาติบ้านเมือง กระทั่งเมื่อถึงแก่อสัญกรรม สมบัติมีค่าสักชิ้นก็แทบไม่มี ปู่เล่าให้พ่อ และพ่อก็เล่าให้พี่ ครอบครัวของคนเล็กๆ อย่างเราจึงรำลึกถึงท่านและนำดอกไม้มาคารวะที่อนุสาวรีย์ของท่านด้วยความรักและความเคารพทุกวันที่ 14 กุมภาพันธ์เป็นประจำ แม้ดูเหมือนว่าเมืองไทยและคนไทยจะลืมท่านและลืมวันนี้ไปแล้วก็ตาม”


มุกรวีน้ำตาคลอ เธออยากพูดแต่พูดไม่ออก ผู้ชายคนนี้มีอะไรมากกว่าที่เธอคิด

“ฉันนี่โง่จริงๆ คิดเองเออเองมาโดยตลอด แต่ฉันอยากบอกพี่ว่าตลอดสามปีที่ผ่านมา ฉันไม่เคยหยุดรักพี่เลยแม้สักวัน” มุกรวีสารภาพ

“หากดวงใจพี่ยังมีรักให้ฉัน เรามาเริ่มต้นกันใหม่ได้มั้ยพี่? ลิ่นถิ่นยังมีที่ว่างสำหรับนักบัญชีโง่ๆ อย่างฉันซักคนไหม?”


กุมภาพันธ์ 2552
ตีพิมพ์ครั้งแรกในวารสาร CUSTOMER FOCUS
ฉบับที่ 4 (มค. - มีค. 2552)ของบริษัท ถิรไทย จำกัด (มหาชน)





*ดอกสะเดาดง เป็นดอกไม้ประจำจังหวัดกาญจนบุรี ดอกออกเป็นช่อสีขาว เรียกกันหลายชื่อ เช่น ดอกกาญจนิกา,ดอกลั่นทมเขา หรือ ดอกแคเขา ก็มี

ดอก กาญจนิกา มีชื่อพื้นเมืองว่า ลั่นทมเขา แคเขา หรือสะเดาดง เป็นสกุลพันธุ์ไม้พื้นเมืองของไทย มีเขตการกระจายพันธุ์จำกัดอยู่เฉพาะบนเขาหินปูนในประเทศไทยเท่านั้น เป็นไม้ขนาดเล็ก - กลาง สูง 5-15 เมตร แตกกิ่งต่ำ เรือนยอดเป็นพุ่มกลใบเป็นใบประกอบแบบขนนกชั้นเดียวยาว 17-35เซนติเมตร ดอกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง ช่อดอกยาว 20-35เซนติเมตรแต่ละช่อมีดอกจำนวนมาก กลีบนอกติดกันเป็นหลอดสั้นๆ กลีบดอกขนาดใหญ่ติดกันกล้ายรูปแตร ยาว 4-6เซนติเมตรสีม่วงอ่อน สีจะซีดเมื่อดอกใกล้ร่วง


วันจันทร์, ตุลาคม 27, 2008

ราชดำเนิน

ณรงค์ฤทธิ์ ศรีรัตโนภาส
roichaksaam@gmail.com

ถนนราชดำเนินสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 ระหว่างปี พศ. 2442 ถึงปี พศ. 2446 เพื่อใช้เป็นเส้นทางเสด็จพระราชดำเนินจากพระบรมมหาราชวัง กับพระราชวังดุสิต ถนนแบ่งเป็น 3 ช่วงคือ ราชดำเนินนอก ราชดำเนินกลาง และราชดำเนินใน โดยการสร้างถนนสายนี้ นอกจากจะโปรดเกล้าฯ ให้สร้างถนนขนาดกว้างแล้ว ยังโปรดเกล้าฯ ให้สร้างสถานที่ราชการสำคัญๆ ขึ้นมาทั้ง 2 ฟากถนน แนวพระราชดำริในการสร้างถนนสายนี้บ้างว่าทรงได้มาจากถนนชอง เอลิเซ่ ในกรุงปารีส บ้างว่าทรงได้มาจากการสร้าง Queen`s Walk ในย่าน Green Park ของกรุงลอนดอน จากนั้นจึงทรงพระราชทานนามว่า ถนนราชดำเนิน ตามชื่อ Queen`s Walk ซึ่งหมายถึง ทางที่กษัตริย์เดิน นั่นเอง

หนึ่งร้อยกับอีกห้าปีของถนนราชดำเนิน โดยเฉพาะช่วงเจ็ดสิบหกปีมานี้ ถนนสายนี้เป็นทางเดินของประชาชนมากกว่าของกษัตริย์ ถนนได้บันทึกเหตุการณ์ เรื่องราว และความเปลี่ยนแปลง, บันทึกความขัดแย้ง การต่อสู้ ชัยชนะ และความพ่ายแพ้, บันทึกการสูญเสียของชีวิต เลือดเนื้อ ความรู้สึก และหยาดน้ำตา, บันทึกการเกิดขึ้น ดับไปของวีรชน และทรราช ไม่เว้นแม้ชีวิตคนนิรนาม นักเดินทางผู้รอนแรม โสเภณี และคนไร้บ้าน

“ราชดำเนินน่าเดิน เพลิดเพลินเรียบร้อยพราวพรรณ....”
เสียงเพลงสุนทราภรณ์พลิ้วแผ่วแว่วแทรกสายลมริน ผสานกลิ่นกรุ่นละอองดินที่ละเลียดอ้อยอิงมากับปรายฝนสาดกระเซ็นของค่ำคืนท้ายเดือนตุลาฯ
“สมนามสำคัญเฉิดฉันอำไพ
แสงไฟแสงโคมเล้าโลมฤทัย
ทั้งเมืองวิไลคล้ายยามทิวา......
“ยอดมณฑปช่อฟ้าตระการ
สำเริงสำราญสถานเวียงชัย
เหมือนเมืองสวรรค์ของชาวไทย
ชนทั้งเมืองรุ่งเรืองวิไล
ถ้วนทั่วทุกวัยเลิศจริงหญิงชาย
ดังจะข่มอัปสรเทวา
ยิ้มยวนเย้าตาดูแล้วสบาย
หรือเป็นชาวฟ้ามาเดินกราย
เมืองนั้นงามดั่งเทพนิยาย
ทั้งหญิงและชายแต่งกายสวยดี....”


ลำนำเพลงขับขานชวนให้หวนรำลึกถึงวันวานของราชดำเนินที่สนามหลวงยังเต็มไปด้วยแผงลอยและร้านรวงชั่วคราวทุกเสาร์อาทิตย์ รวมทั้งแผงหนังสือสารพัดที่เปิดต้อนรับหนอนทุกเพศทุกวัยทุกวี่วัน ท้องฟ้าเหนือถนนราชดำเนินวันนั้นยกเพดานสูงโล่งลิ่วจนแลเวิ้งว้างและว่างเปล่าไม่เกี่ยวข้องผูกพันกับสิ่งใด รอกระทั่งฤดูหนาวปลายปีที่บรรดานักเลงว่าวจะพาปักเป้ากับจุฬาตัวเก่งออกมาเริงร่ายว่ายฟ้าประกาศศักดาความคมแห่งสายป่านและชั้นเชิงการสาวและผ่อนของผู้เป็นเจ้าของ ขณะที่สวนอัมพรก็คึกคักครื้นเครงด้วยงานกาชาด และร้านอาหารเก่าแก่อย่าง “ศรแดง” ตรงวงเวียนอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยก็ไม่เคยว่างเว้นนักชิมทั้งขาจรและขาประจำ


น่าเสียดายที่ราชดำเนินวันนี้แตกต่างจากราชดำเนินที่เคยรู้จัก
และที่วงสุนทราภรณ์บรรเลงบรรยาย


เป็นราชดำเนินที่เต็มไปด้วยยางรถยนต์และเครื่องกีดขวางมากเกินกว่าจะ
“น่าเดินเพลิดเพลินเรียบร้อยพราวพรรณ”

เป็นราชดำเนินที่คนถ้าสามารถรวมกันได้เป็นฝูง ก็สามารถทำอะไรได้โดยไม่ต้องเคารพกฎหมายและไม่ต้องเคารพสิทธิเสรีภาพของใคร ในขณะที่เรียกร้องไม่ให้ใครมาทำอะไรกับพวกตน

เป็นราชดำเนินที่คนสองกลุ่มที่เคยกอดคอร่วมเป็นร่วมตายกัน ต่อสู้เผด็จการโดยเอาชีวิตเป็นเดิมพันมาด้วยกัน ล้มลุกคลุกคลานหนีห่ากระสุนและลูกระเบิดของตำรวจทหารตั้งแต่เหตุการณ์ 14 ตุลาฯ, 6 ตุลาฯ ก่อนกอดคอกันเข้าป่าและออกมาเผชิญเหตุการณ์พฤษภาทมิฬด้วยกัน ต้องมาแตกแยกห้ำหั่นกันเพราะค่านิยมและผลประโยชน์ที่แตกต่างกัน แม้ทั้งสองฝ่ายจะอ้างว่าทำเพื่อรักษาระบอบประชาธิปไตยเหมือนๆ กัน

เป็นราชดำเนินที่คนพร้อมจะโห่ตะเพิดกัน กลุ้มรุมทำร้ายกระทั่งเข่นฆ่าทารุณกันเพียงเพราะอีกฝ่ายไม่เห็นด้วยกับตนหรือไม่ใช่พวกของตน

เป็นราชดำเนินของคนเสื้อเหลืองกับคนเสื้อแดง ที่คนใส่เสื้อสีอื่นต้องค่อยๆ แอบเดินอย่างเจียมเนื้อเจียมตัว

เป็นราชดำเนินที่ดุดัน ก้าวร้าว ดื้อดึงและเอาแต่ใจ

เอาแต่ใจที่ไม่รู้จักประมาณ ไม่รู้จักหยุด ไม่รู้จักถอย คิดแต่จะเอาชนะแม้ด้วยวิธีที่ป่าวร้องให้ขุนศึกออกมารัฐประหาร และตั้งเครื่องบวงสรวงบูชาให้ทวยเทพเทวาบนฟ้ามาช่วย

เอาแต่ใจที่คิดแต่จะเอาชนะโดยไม่รู้จักแยกแยะถูกผิดดีชั่ว สนับสนุนแม้กระทั่งคนที่โกงชาติกินเมืองให้กลับมาผูกขาดอำนาจอีกครั้ง

ผู้คนบนถนนราชดำเนินวันนี้เกรี้ยวกราด ไม่น่ารัก และเพดานฟ้าเหนือถนนราชดำเนินวันนี้ก็มิได้สูงโล่งลิ่วจนแลเวิ้งว้างและว่างเปล่าเหมือนวันก่อน หากเต็มไปด้วยม่านเมฆทมึนที่ลดระดับต่ำลงอย่างน่าใจหาย มันบ่งบอกเค้าลางก่อนพายุฝนกระหน่ำอย่างไม่ลืมหูลืมตา!


26 ตุลาคม 2551
ตีพิมพ์ครั้งแรกในวารสาร CUSTOMER FOCUS
ฉบับที่ 3(ต.ค.-พ.ย. 2551)
ของบริษัท ถิรไทย จำกัด (มหาชน)



วันอังคาร, สิงหาคม 05, 2008

ถนน

ณรงค์ฤทธิ์ ศรีรัตโนภาส
roichaksaam@gmail.com

ทางเข้าบ้านเป็นถนนดินถมเลียบไปตามคูน้ำ
เป็นถนนที่เชื่อมคนในหมู่บ้านกับความเปลี่ยนแปลงซึ่งอยู่ภายนอก
ไม่มีใครสนใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นบนถนนสายนี้มากนัก
เด็กสองคนกำลังออกจากบ้าน
เพื่อจะยืนรอรถที่มารับไปยังโรงงาน
เด็กอีกคนกำลังกระเดียดกระจาดดินสอพอง
เธอคงนำมันไปยังตลาด และขาย
เด็กเล็กเล็กอีกหลายคนวิ่งตามแม่ และไม่รู้จะทำอะไร

บนถนนดินถมเลียบไปตามคูน้ำสายเดียวกันนั้น
ที่ครั้งหนึ่งเคยนำฉันออกจากบ้านไปสู่ โรงเรียน
มันไม่ใช่ถนนที่ทอดไปสู่ โรงงาน หรือ ตลาด
มันมักทอดผ่านไม่โรงเรียนก็สนามเด็กเล่นอยู่เสมอ

เป็นถนนสายที่คนร่วมเดินไปด้วยกัน แต่จุดหมายเท่านั้นที่แตกต่างกัน
ถนนสายที่โอกาสของคนเดินเท้ามีไม่เท่ากัน
แม้แต่ละคนจะพยายามฝันถึงเส้นทางอันเดียวกัน


บนถนนดินถมเลียบไปตามคูน้ำ ขรุขระ และชื้นแฉะเป็นบางตอน
ฉันได้กลับมาที่นี่อีกครั้งหนึ่ง ขณะเด็กหลายคนกำลังออกจากบ้าน
น้ำในคูยังใส เขียว และดอกต้อยติ่งยังแต้มสีม่วงเศร้าประปราย
เด็กเด็กไม่สนใจกับดอกต้อยติ่ง
ไม่มีใครเด็ดมันมาปั่นให้ดอกหมุนติ้วลงดิน
พวกเขากำลังออกจากบ้าน
ไปโรงงาน ไปตลาด ไปกับแม่

บนถนนดินถมเลียบไปตามคูน้ำสายนี้
เด็กเด็กหลายคนทำให้ฉันนึกถึงเด็กอีกหลายคน
ที่เคยวิ่งเล่นด้วยกัน ก่อนที่ โรงงาน และ โรงเรียน จะแยกเราออกจากกัน

เราไม่มีสิทธิ์ที่จะคิดได้ว่า ใครจะต้องถูกส่งไปโรงงาน
และใครควรถูกส่งไปโรงเรียน


และบนผืนดินที่เราต่างเติบโตขึ้นมาด้วยกัน
เบื้องหน้ากฎหมายฉบับเดียวกัน
ผูกพันเป็นญาติเดียวกัน
ภายใต้รัฐบาลชุดเดียวกัน
และเสียภาษีเหมือนเหมือนกัน

ทำไมเราจึงไม่ควรมีชีวิตที่เท่ากัน?

และขณะที่เรากำลังอยู่ในห้องเรียน
เด็กเด็กอีกหลายคน ซึ่งบางทีอาจไม่ใช่เพื่อนของเราเสียแล้วเหล่านั้นล่ะ

พวกเขาไปทำอะไรกันอยู่ในโรงงาน?

เขียนเมื่ออายุ 22 ปี ขณะเป็นนักศึกษานิติศาสตร์ ปีที่ 4 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (พ.ศ. 2516) และมองหาเพื่อนสมัยที่เคยเรียนร่วมกันชั้นประถมไม่พบเลยสักคนในที่นั้น
ตีพิมพ์ครั้งแรกใน “หนังสือรวมข้อคิดข้อเขียนของนักศึกษา/ประชาชน” (ลอมฟาง) ฉบับ “ไท” พ.ศ. 2516
ตีพิมพ์ครั้งที่สองในวารสาร CUSTOMER FOCUS ฉบับที่ 2 (ส.ค.-ก.ย. 2551) ของบริษัท ถิรไทย จำกัด (มหาชน)



วันจันทร์, มิถุนายน 30, 2008

ฝันจางที่หางดง

ณรงค์ฤทธิ์ ศรีรัตโนภาส
ผู้อำนวยการสำนักที่ปรึกษาร้อยชักสาม
roichaksaam@gmail.com

เมื่อคุณอายุมากขึ้น ความทรงจำบางอย่างจะค่อยๆ เดินทางกลับมาเยี่ยมเยือนคุณ หลังจากที่คุณเคยทอดทิ้งมันไว้หรือทำมันหล่นหายไปในมุมใดมุมหนึ่งของซอกหลืบแห่งความลืมเลือนที่กาลเวลาคอยช่วยกลบฝังมันไว้อีกชั้น...จนจมลึกและเนิ่นนาน

เล่าเส่ง ก็เหมือนชนเผ่าชราทั่วไปที่บ่อยครั้งใช้เวลาส่วนใหญ่ของวันจมอยู่กับความทรงจำในอดีต เกือบสามสิบปีแล้วสิหนอที่แกหอบหิ้ว เนี่ยเหย่อ คนรักพร้อม เจ้อตั่ว ลูกชายที่เป๊อะติดหลัง (ผูกติดกับเป้หลัง) เดินลงจากภูชี้ฟ้า ทิ้งยอดดอยผาหม่นด้นดั้นเดินฝ่ามายังเทิง พาน แม่สรวย และเวียงป่าเป้า ตัดเข้าพร้าว แม่แตง แม่ริม ผ่านตัวเมืองเชียงใหม่ ก่อนจะหยุดลง ณ จุดสุดท้ายที่บ้านถวาย หางดง แต่ละที่ที่แกผ่านล้วนเต็มไปด้วยเรื่องราวและความฝัน ความหวังและการรอคอย...

“กู๋เหนียก้อ” (ข้ารักเจ้า)
“กู๋จี่เหนียก้อ” (ข้าไม่รักเจ้า)

แกหวนคำนึงถึงเมื่อครั้งบอกรักกับเนี่ยเหย่อระหว่างโยนลูกช่วงในงานประเพณีปีใหม่ม้งเมื่อครั้งที่ทั้งคู่ยังเป็นนักรบและผู้ปฏิบัติงานของกองทัพปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทย

“แต่งงานแล้วข้าจะไม่ทุบตีเจ้า มีลูกแล้วข้าจะให้ลูกเป็นทหาร” แกให้สัญญาพร้อมกับวาดฝันไปถึงอนาคตของลูกที่จะถือกำเนิดและเติบโตบนยอดดอยแห่งป่าดิบเขาภูชี้ฟ้า เจ้อตั่วจะต้องเติบโตขึ้นเป็นทหารที่ดี ร่างกายของมันใหญ่โตตั้งแต่เด็กๆ มันจะต้องปกปักรักษาฐานที่มั่น รักษาชุมชนชาวม้ง รักษาวัฒนธรรมประเพณีม้งไว้ด้วยชีวิตของมัน เสียดายที่การปฏิวัติพ่ายแพ้ไปก่อน คิดถึงตอนนี้แล้วเล่าเส่งก็รู้สึกเหงาและเศร้าขึ้นมาทันที แกพยายามหลุดออกจากความรู้สึกนี้ด้วยการใช้สิ่วอันเล็กแต่งเส้นขอบตารูปแกะสลักไม้ซึ่งต้องใช้สมาธิเป็นอย่างมาก ฝีมือแกะสลักไม้ของแกนั้นเป็นที่เลื่องลือไปทั่วเทือกดอยผาหม่น แกฝันจะใช้ความสามารถนี้แกะสลักวิถีชีวิตคนม้งให้พวกคนเมืองทั้งหลายดู พวกเขาจะได้เข้าใจและไม่ดูถูกคนม้ง

“เทศกาลกินข้าวใหม่กำลังจะเริ่มแล้ว ถ้าเป็นสมัยก่อนพวกเราจะมีความสุขมาก เชิญเพื่อนบ้านและผู้เฒ่าผู้แก่มาร่วมพิธี ข้าวใหม่นั้นหอมและหวานมากทีเดียว เจ้อตั่วเจ้าคงจำไม่ได้แล้วเพราะตอนนั้นเจ้ายังเล็กอยู่” แกนึกถึงคำสนทนาเมื่อค่ำวานนี้ระหว่างนั่งกินข้าวกับลูกเมีย แกกับเนี่ยเหย่อมีส่วนที่เหมือนกันตรงที่ต่างภาคภูมิใจและโหยหาแบบวิถีชีวิตดั้งเดิมของชนชาติม้ง ทั้งสองพยายามถ่ายทอดเรื่องราวเหล่านี้ให้กับเจ้อตั่วเพื่อทดแทนที่เจ้อตั่วไม่ได้มีโอกาสใช้ชีวิตบนภูดอยอย่างที่คนม้งควรจะมี ไม่เพียงแต่ประเพณีปีใหม่ม้ง กับพิธีกินข้าวใหม่เท่านั้น พิธีอัวเน้งที่หมอผีเคาะเจียเน้ง (ห่วงวงกลมที่มีลูกกระพรวนติดอยู่) แล้วโยนกัวะ (เขาวัวหรือเขาควายผ่าครึ่ง) เสี่ยงทายเพื่อช่วยผู้ป่วยหรือผู้เคราะห์ร้าย พิธีใส่กำไลคอ พิธีสู่ขวัญตั้งชื่อ พิธีสร้างสะพานต้อนรับขวัญ พิธีล้อมขวัญของครอบครัว แม้กระทั่งความงดงามของภูชี้ฟ้ากับเทือกดอยผาหม่นที่ห่มไว้ด้วยสีชมพูสะพรั่งของดอกนางพญาเสือโคร่งในเดือนมกรากับสีขาวสะอาดของดอกเสี้ยวบานในเดือนกุมภา แกกับเนี่ยเหย่อก็เพียรเล่าให้เจ้อตั่วฟังจนหมดสิ้น เจ้อตั่วจะต้องเติบโตเป็นคนม้งไม่ใช่คนเมือง แกตั้งความหวังและฝันถึงวันที่จะได้มีโอกาสกลับไปใช้ชีวิตที่อบอุ่นและใสสะอาดบนภูดอยอีกครั้ง ชีวิตชนเผ่าที่รักใคร่ปรองดอง ชีวิตที่ “ปิดประตูก็เป็นหนึ่งครอบครัว เปิดประตูก็เป็นหนึ่งหมู่บ้าน” อย่างที่ภาษิตม้งกล่าวไว้

“น่อหมอลอจีเตา?” (กินข้าวหรือยังพ่อ?) เจ้อตั่วร้องถามพร้อมกับยื่นถุงให้

“บิ๊แหมะขอแมะโดแน่กะไก่กะป๋าขอเชะเต้อ” เจ้อตั่วบอกก่อนจากไป มันเพิ่งได้รับแต่งตั้งเป็นหัวหน้ากะของ รปภ.ที่ห้างฝรั่งฝั่งตรงข้ามกับโรงงานแกะสลักไม้ที่แกทำงานอยู่ ผู้จัดการบอกว่าตัวมันใหญ่โตดี มันคงเป็นหัวหน้ายามที่ดีได้

เล่าเส่งวางบิ๊กแมคกับไก่กระเป๋าลงข้างๆ อย่างเลื่อนลอย พร้อมกับไถสิ่วไปตามเส้นขอบโค้งของรูปแกะสลักไม้ที่ไม่ใช่รูปวิถีชีวิตคนม้งอย่างที่แกเคยฝันไว้ แต่เป็นรูป ฮก ลก ซิ่ว เทพเจ้าแห่งเกียรติยศโชคลาภที่แกไม่เคยรู้จักและไม่เคยแผ้วพานเข้ามาในชีวิตแกเลย พลันน้ำตาที่เอ่อท้นเบ้าก็หยดลงบนรูปแกะสลักโดยที่แกไม่รู้ตัว

3 มิถุนายน 2551
ตีพิมพ์ครั้งแรกในวารสาร CUSTOMER FOCUS ของบริษัท ถิรไทย จำกัด (มหาชน)