<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-8475316160078132832</id><updated>2011-07-08T09:21:33.183+07:00</updated><title type='text'>อาทิตย์ขึ้นตะวันตก</title><subtitle type='html'>อาทิตย์ขึ้นตะวันตก &lt;br&gt;
In the West Rises the Sun&lt;br&gt;
ณรงค์ฤทธิ์ ศรีรัตโนภาส&lt;br&gt;
ผู้อำนวยการสำนักที่ปรึกษาร้อยชักสาม&lt;br&gt;
&lt;a href="mailto:roichaksaam@gmail.com"&gt;roichaksaam@gmail.com&lt;/a&gt;</subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://fiction15705.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8475316160078132832/posts/default?max-results=100'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://fiction15705.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><author><name>admin</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='25' height='32' src='http://bp3.blogger.com/_Aprg4up9nek/SHLZ9VQ276I/AAAAAAAAAlw/Q3Aqfx8muJU/S220/man_with_laptop_flying_md_wht.gif'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>8</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>100</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8475316160078132832.post-9090856000811964881</id><published>2009-12-20T19:12:00.019+07:00</published><updated>2009-12-20T22:20:31.722+07:00</updated><title type='text'>ของขวัญวันคริสต์มาส</title><content type='html'>&lt;strong&gt;ณรงค์ฤทธิ์ ศรีรัตโนภาส&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="mailto:roichaksaam@gmail.com"&gt;roichaksaam@gmail.com&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;ul&gt;&lt;br /&gt; &lt;li&gt;&lt;font size=3&gt;&lt;em&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;วัดเอ๋ยวัดโบสถ์&lt;/em&gt;&lt;/font&gt;&lt;/li&gt;&lt;br /&gt; &lt;li&gt;&lt;font size=3&gt;&lt;em&gt;พันคืนหมื่นโยชน์ที่ห่างเหิน&lt;/em&gt;&lt;/font&gt;&lt;/li&gt;&lt;br /&gt; &lt;li&gt;&lt;font size=3&gt;&lt;em&gt;ขุนทองเจ้าก้าวไปไกลเหลือเกิน&lt;/em&gt;&lt;/font&gt;&lt;/li&gt;&lt;br /&gt; &lt;li&gt;&lt;font size=3&gt;&lt;em&gt;มาจะเชิญขวัญเจ้ากลับเหย้าเรือน&lt;/em&gt;&lt;/font&gt;&lt;/li&gt;&lt;br /&gt;                  &lt;br&gt;&lt;br /&gt; &lt;li&gt;&lt;font size=3&gt;&lt;em&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;จะคดข้าวใส่ห่อไว้รอท่า&lt;/em&gt;&lt;/font&gt;&lt;/li&gt;&lt;br /&gt; &lt;li&gt;&lt;font size=3&gt;&lt;em&gt;เชิญหุงหาประชาธิปไตยกันให้เหมือน&lt;/em&gt;&lt;/font&gt;&lt;/li&gt;&lt;br /&gt; &lt;li&gt;&lt;font size=3&gt;&lt;em&gt;สีเหลืองสีแดงแสงเดือน&lt;/em&gt;&lt;/font&gt;&lt;/li&gt;&lt;br /&gt; &lt;li&gt;&lt;font size=3&gt;&lt;em&gt;เราล้วนเป็นเพื่อนกันมา&lt;/em&gt;&lt;/font&gt;&lt;/li&gt;&lt;br /&gt;&lt;/ul&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span class=fullpost&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_FHwfbCdfIWI/Sy4ndUUy6uI/AAAAAAAAAHE/rEwIi0jZeIY/s1600-h/Christmast1.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 320px; height: 240px;" src="http://4.bp.blogspot.com/_FHwfbCdfIWI/Sy4ndUUy6uI/AAAAAAAAAHE/rEwIi0jZeIY/s320/Christmast1.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5417310786398907106" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แตงกับต้องก็เหมือนเด็กไทยอีกหลายคนที่แม้นับถือศาสนาพุทธ แต่ก็เฝ้ารออย่างตื่นเต้นกับคืนวันคริสต์มาสที่ซานตาคลอสจะขับรถเลื่อนที่ลากโดยกวางเรนเดียร์เดินทางเอาของขวัญมาแอบใส่ไว้ในถุงเท้าของเด็กๆ ที่แขวนรอไว้ใต้ถุนบ้านตั้งแต่หัวค่ำ&lt;br /&gt;&lt;blockquote&gt;“ซานตาคลอสจะมาดึกๆ ใช่มั้ยแม่?”  ต้องถามอย่างตื่นเต้น&lt;br /&gt;“ให้เด็กหลับก่อน ซานตาคลอสถึงจะมา” &lt;br /&gt;“ปีนลงมาจากหลังคาเลยหรือ?”&lt;br /&gt;“ใช่.. เพราะบ้านเราไม่มีปล่องไฟ”&lt;br /&gt;“งั้นเรารีบเข้านอนกันเร็วต้อง”  แตงรีบดึงมือน้องชายเข้าไปนอน&lt;/blockquote&gt;&lt;br /&gt;เดือนมองตามร่างลูกน้อยทั้งสองไปด้วยสายตาเศร้าสร้อย ถ้าโลกของผู้ใหญ่เปรียบเหมือนโรงละครที่เต็มไปด้วยมายาและความทรงจำ โลกของเด็กน้อยผู้บริสุทธิ์สะอาดก็คือเทพนิยายที่มีแต่จินตนาการและความใฝ่ฝัน มันคงโหดร้ายเกินไปถ้าเทพนิยายรวมทั้งจินตนาการและความใฝ่ฝันของเด็กๆ จะต้องถูกทำลายลง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เสียงเพลง  Jingle Bells...  Jingle Bells...  Jingle all the way! ดังแว่วแผ่วพลิ้วมาไกลๆ ผสานกับเสียงเพลง Santa Claus is coming to town ที่บ้านข้างๆ เปิดฟัง ทำให้เดือนรู้สึกสงสารลูกขึ้นมาอย่างจับใจ นางนึกถึงภาพของเช้าวันรุ่งขึ้นที่พวกเขาจะตื่นขึ้นมาพบกับความผิดหวังเนื่องจากถุงเท้ายังคงว่างเปล่า ไม่มีแม้แต่ช็อกโกแลตสักสองสามก้อนเหมือนปีก่อนๆ กระนั้นนางก็นึกไม่ออกเหมือนกันว่าจะไปหาของขวัญที่ไหนมาใส่ในถุงเท้าของลูกๆ คืนนี้ แสงพ่อของเด็กๆ หรือก็คือสามีของนางที่แต่ก่อนเคยรักลูกรักเมียอย่างถึงที่สุด ป่านนี้ก็ยังไม่กลับ และก็คงไม่กลับเหมือนหลายคืนที่ผ่านมา คราวสงกรานต์ก็ทีหนึ่งแล้วที่เขาไม่กลับบ้าน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แสงกับเดือนเป็นเพื่อนและเป็นคนรักกันตั้งแต่สมัยเรียนอยู่มหาวิทยาลัย ทั้งคู่ไม่เคยสนใจการเมืองมากนัก พวกเขาสมัครใจจะเป็นคนดูอยู่ห่างๆ มากกว่า แม้เมื่อเรียนจบและแต่งงานกันแล้วทั้งสองก็ยังเป็นเช่นนั้น พวกเขาพยายามทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุดมากกว่าจะไปสนใจการเมือง จนเมื่อเมืองไทยมีนายกรัฐมนตรีชื่อทักษิณ ภายใต้คำขวัญ “คิดใหม่ ทำใหม่” และนโยบายประชานิยมที่โดนใจทั้งปัญญาชนและคนรากหญ้า แสงจึงเริ่มสนใจและเข้าใกล้ชิดการเมืองมากขึ้น ในขณะที่เดือนยังคงเป็นเดือนที่ไม่สนใจการเมืองเหมือนเดิม &lt;br /&gt;&lt;blockquote&gt;“เมืองไทยต้องการคนเก่งๆ อย่างทักษิณ” &lt;/blockquote&gt;&lt;br /&gt;เดือนได้ยินแสงพูดเช่นนี้เสมอๆ ไม่ว่าใครจะว่าทักษิณไม่ดี หรือใครจะว่าทักษิณมีผลประโยชน์ทับซ้อน แสงไม่เคยสนใจ&lt;br /&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;em&gt;“ยู.เอ็น.ไม่ใช่พ่อผม!” .....&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;“หากเหตุการณ์เผาสถานทูตไทยในกัมพูชายังไม่คลี่คลายไปภายในเวลา&lt;br /&gt; 1 ชั่วโมง ผมจะส่งหน่วยคอมมานโดของไทยไปปฏิบัติการช่วยเหลือเจ้าหน้าที่สถานทูตทันที! ” &lt;/em&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;br /&gt;แสงชื่นชมคำพูดที่แสดงถึงความเด็ดขาดและความรักชาติของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ เมื่อเกิดรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ที่เป็นเหตุให้นายกรัฐมนตรีที่เขาชื่นชอบต้องระหกระเหินไปอยู่ต่างแดน และระบอบประชาธิปไตยต้องสะดุดหยุดลงอีกครั้ง ยิ่งทำให้แสงแสดงตัวเป็นแฟนพันธุ์แท้ของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณมากยิ่งขึ้น ด้วยเหตุนี้จึงไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมแสงจึงเกลียดชังพวกเสื้อเหลือง และหยิบเสื้อแดงออกมาใส่ทุกครั้งที่มีการนัดชุมนุมของกลุ่ม นปช. กระทั่งนานเข้า เขาก้าวจากผู้ร่วมชุมนุมธรรมดา กลายมาเป็นสมาชิกคนหนึ่งในคณะทำงานเล็กๆ บางคณะของกลุ่มเสื้อแดง แต่ทว่าการก้าวเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมืองลึกขนาดนี้ ส่งผลให้ชีวิตของแสงเปลี่ยนแปลงไปอย่างที่เขาเองก็สังเกตเห็นได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;แสงเริ่มมีเพื่อนน้อยลง เพื่อนเก่าๆ ของเขาจำนวนหนึ่งกลายเป็นพวกเสื้อเหลือง &lt;/strong&gt; เพื่อนใหม่ที่ใส่เสื้อแดงชุมนุมร่วมกันมา พอเข้ามาเป็นคณะทำงานจริงๆ ความคิดหลายอย่างก็ไปด้วยกันไม่ได้ เขาประณามพวกเสื้อเหลืองที่ปิดถนน ปิดล้อมรัฐสภา ยึดทำเนียบรัฐบาลและยึดสนามบิน เพราะแสงเห็นว่าการแสดงออกเช่นนี้ สวนทางกับการเพรียกหาประชาธิปไตย หากเป็นอนาธิปไตย ไม่ใช่อารยะ แต่เป็นอนารยะ ด้วยเหตุนี้เขาจึงเป็นหนึ่งในไม่กี่คนของกลุ่มเสื้อแดงที่ไม่เห็นด้วยกับการปิดถนนหลายสายในกรุงเทพฯ ล้อมกรอบรถนายกรัฐมนตรี และยึดโรงแรมที่พัทยาเมื่อคราวสงกรานต์ที่ผ่านมา แต่กระนั้นแสงก็ยังทุ่มเททำงานให้กับกลุ่มเสื้อแดงอย่างเต็มกำลัง ความรู้สึกขัดแย้งในตัวแสงเริ่มมากขึ้น เมื่อเกิดกรณีนายกรัฐมนตรีฮุนเซ็นของกัมพูชาออกมาวิพากษ์วิจารณ์การเมืองในประเทศไทยโดยเฉพาะโจมตีกระบวนการยุติธรรมของไทยอย่างสาดเสียเทเสียเพื่อช่วยเหลืออดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ แม้แสงจะอยู่ฝั่งตรงข้ามกับรัฐบาลและรักอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ แต่เขาก็รักศักดิ์ศรีและเกียรติภูมิของประเทศชาติเช่นกัน เขาหวังจะเห็นแกนนำคนเสื้อแดงมีท่าทีอะไรบางอย่างที่รักษาเกียรติภูมิของประเทศชาติบ้าง แต่สุดท้ายก็ไม่มีปฏิกิริยาอะไรออกมา การจับกุมวิศวกรไทยในกัมพูชาด้วยข้อหา “จารกรรมข้อมูลลับที่กระทบความมั่นคงของกัมพูชา” และลงเอยด้วยการเปิดวิมานเอกราชจัดพิธีนิรโทษกรรม “จารชน” อย่างให้เกียรติ ก่อนจูบปากแบบอาหลานด้วยการเชื้อเชิญให้ “จารชน” กลับเข้ามาทำงานในกัมพูชาอีก โดยมีอดีตนายกรัฐมนตรีที่เขารักและนักการเมืองฝั่งเสื้อแดงอีกหลายคนร่วมงาน โอบกอดขอบคุณกับนายกรัฐมนตรีของชาติที่กำลังเล่นงานประเทศไทยและกำลังแย่งชิงพื้นที่พิพาทชายแดนไปจากไทยในฐานะ “วีรบุรุษ” ที่ช่วยกอบกู้สถานการณ์ให้คนไทยคนหนึ่งที่ถูกจับกุม ทำให้แสงรู้สึกผิดหวังว่าการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของเขา กลายเป็นแบบนี้ไปแล้วหรือ? เพื่อเอาชนะและเล่นงานฝ่ายตรงข้าม เราต้องสมคบกับต่างชาติและปล่อยให้ต่างชาติมาทำร้ายประเทศชาติเราถึงขนาดนี้เชียวหรือ? เขาคิดว่าตัวเองเริ่มจากการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย และไม่คิดว่าจะเป็นประชาธิปไตยที่ต้องอาศัยต่างชาติเข้ามาวุ่นวาย เขาเริ่มชั่งน้ำหนักระหว่างความรักชาติกับความรักประชาธิปไตย ถ้าจำเป็นต้องเลือกจะเลือกอะไรก่อน?..... &lt;br /&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;em&gt;สุดท้ายแสงก็สรุปได้ว่า แม้ไม่มีประชาธิปไตย ก็ยังสามารถมีชาติที่จะสร้างประชาธิปไตยต่อไปได้ แต่ถ้าไม่มีชาติ ย่อมไม่อาจมีประชาธิปไตยที่จะให้สร้างชาติต่อ&lt;/em&gt;......&lt;/blockquote&gt;&lt;br /&gt;คิดถึงตอนนี้แล้วแสงเริ่มไม่แน่ใจว่าเขากำลังต่อสู้เพื่ออะไร ยิ่งเมื่อมารู้ตัวว่าบัดนี้เขาไม่มีเสรีภาพที่จะไปไหนมาไหนในประเทศนี้ได้ตามใจปรารถนาเหมือนแต่ก่อน เพราะต้องคอยดูว่ามีพวกเสื้อเหลืองคอยรุมทำร้ายอยู่หรือไม่ เหมือนที่พวกเขาเคยรุมเล่นงานพวกเสื้อเหลืองที่หลงเข้ามาในถิ่นเสื้อแดงแล้ว แสงยิ่งรู้สึกว่าการต่อสู้ของเขาได้ก้าวออกไปไกลเกินไปเสียแล้ว แต่ถึงกระนั้น คืนนี้แสงก็ยังเดินทางไปประชุมกับคณะทำงานเพื่อเตรียมซักซ้อมแผนการชุมนุมใหญ่หลังปีใหม่ตามที่นัดหมายกันไว้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขณะขี่รถจักรยานยนต์ชิดซ้ายลงมาจากสะพานพระปิ่นเกล้าเพื่อทำยูเทิร์นเข้าถนนเล็กๆ อีกสายที่เชื่อมต่อไปยังถนนพระอาทิตย์ แสงเริ่มคิดถึงเดือนและลูก เขารู้สึกสับสนละล้าละลัง และรู้สึกว่าตัวเองช่างแย่จริงๆ ในค่ำคืนเช่นนี้ ถนนขณะนั้นมืดมิดและลมก็เหมือนกับจะหยุดพัด พลันรถของเขาก็ประสานเข้ากับจักรยานยนต์อีกคันหนึ่งที่พุ่งออกมาจากปลายถนนพระสุเมรุที่อยู่ทางขวา ร่างของแสงกระเด็นลงจากรถ เนื้อตัวด้านซ้ายที่รถล้มลงถลอกปอกเปิกเล็กน้อย กระเป๋าสตางค์ที่ใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้อด้านซ้ายตกอยู่ห่างจากเขาไปเพียงสองเมตร แสงพยายามเอื้อมมือไปเก็บ แต่ทันใดนั้นคนจรจัดซึ่งโผล่มาทางไหนไม่รู้วิ่งเข้ามาฉวยหนีไปซึ่งๆ หน้า แสงไม่ทันจะได้ร้องให้ใครช่วย พลันชายคนที่ขี่รถชนเขาก็โดดเข้าล็อกคอคนจรจัดไว้ได้ทันควัน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขณะนำกระเป๋าสตางค์ส่งคืนให้แสง ชายผู้นั้นกล่าวคำขอโทษอย่างสุภาพ และคะยั้นคะยอจะพาแสงไปทำบาดแผลที่โรงพยาบาล แต่แสงปฏิเสธเพราะเห็นว่าบาดเจ็บเพียงเล็กน้อยและกล่าวขอบคุณที่เขาช่วยจับคนจรจัดและนำกระเป๋าสตางค์กลับคืนมาได้ พลันสายตาก็เหลือบไปเห็นมือตบสีชมพูที่ตกอยู่ข้างๆ รถจักรยานยนต์ของชายคนนั้นซึ่งอยู่ไม่ห่างจากตัวเขาเท่าไรนัก &lt;br /&gt;แสงก้มลงเก็บมือตบยื่นให้ชายผู้นั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;blockquote&gt;“ขอบคุณครับ” เขารับมือตบจากแสง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ บังเอิญผมรีบจะไปประชุมที่บ้านพระอาทิตย์ ไม่ทันระวังเลยชนคุณเข้า”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ไม่เป็นไรครับ เราคนไทยด้วยกัน” แสงตอบ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ถ้าเราพูดกัน พยายามเข้าใจกัน เราก็คงไม่มีเรื่องกัน” &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แสงพูดต่อในขณะที่ชายผู้นั้นทำหน้างงๆ&lt;/blockquote&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นี่แหละคือตัวตนที่แท้จริงของคนไทย ช่วยเหลือ มีน้ำใจ ให้อภัย สุภาพ และไม่ก้าวร้าว ช่างต่างกับตอนชุมนุมหรือปราศรัยบนเวทีเหลือเกิน แสงย้อนคิดถึงเหตุการณ์เมื่อสักครู่ขณะเลือกซื้อลูกอมกับช็อกโกแลตในร้านสะดวกซื้อข้างทางหลังจากแยกย้ายจากคนเสื้อเหลืองคนนั้น เขาอยากได้ตัวตนที่แท้จริงเช่นนี้กลับคืนมาอีกครั้ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;ul&gt;&lt;br /&gt; &lt;li&gt;&lt;font size=3&gt;You better watch out &lt;br&gt; &lt;em&gt;เธอควรระวังไว้นะ &lt;/em&gt;&lt;/font&gt;&lt;/li&gt;&lt;br /&gt; &lt;li&gt;&lt;font size=3&gt;You better not cry &lt;br&gt; &lt;em&gt;เธอไม่ควรร้องไห้นะ&lt;/em&gt;&lt;/font&gt;&lt;/li&gt;&lt;br /&gt; &lt;li&gt;&lt;font size=3&gt;Better not pout &lt;br&gt; &lt;em&gt;และไม่ควรทำหน้าบึ้งด้วย&lt;/em&gt;&lt;/font&gt;&lt;/li&gt;&lt;br /&gt; &lt;li&gt;&lt;font size=3&gt;I'm telling you why &lt;br&gt; &lt;em&gt;ฉันจะบอกเธอว่าทำไม&lt;/em&gt;&lt;/font&gt;&lt;/li&gt;&lt;br /&gt; &lt;li&gt;&lt;font size=3&gt;Santa Claus is coming to town &lt;br&gt; &lt;em&gt;เพราะซานตาคลอสกำลังมาที่เมืองนะสิ&lt;/em&gt;&lt;/font&gt;&lt;/li&gt;&lt;br /&gt;&lt;br&gt;&lt;br /&gt; &lt;li&gt;&lt;font size=3&gt;He's making a list &lt;br&gt; &lt;em&gt;เขากำลังจัดทำรายชื่อ&lt;/em&gt;&lt;/font&gt;&lt;/li&gt;&lt;br /&gt; &lt;li&gt;&lt;font size=3&gt;And checking it twice;&lt;br&gt; &lt;em&gt;และตรวจดูสองรอบให้แน่ใจ&lt;/em&gt;&lt;/font&gt;&lt;/li&gt;&lt;br /&gt; &lt;li&gt;&lt;font size=3&gt;Gonna find out Who's naughty and nice &lt;br&gt; &lt;em&gt;เพื่อดูว่าเด็กคนไหนซนคนไหนดี&lt;/em&gt;&lt;/font&gt;&lt;/li&gt;&lt;br /&gt; &lt;li&gt;&lt;font size=3&gt;Santa Claus is coming to town &lt;br&gt; &lt;em&gt;ซานตาคลอสกำลังมาที่เมืองแล้ว&lt;/em&gt;&lt;/font&gt;&lt;/li&gt;&lt;br /&gt;&lt;/ul&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เสียงเพลง  Santa Claus is coming to town ดังแว่วเข้ามาในห้วงคำนึงของเดือนอีกครั้งหนึ่ง มันเป็นเวลากว่าห้าทุ่มแล้ว อีกไม่นานวันใหม่ก็จะมา พลันเสียงกดกริ่งที่หน้าประตูรั้วก็ดังขึ้น ซานตาคลอสมาแล้วจริงๆ!&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;ul&gt;&lt;br /&gt; &lt;li&gt;&lt;font size=3&gt;Silent night, Holy night &lt;br&gt; &lt;em&gt;คืนอันเงียบสงบ คืนอันศักดิ์สิทธิ์&lt;/em&gt;&lt;/font&gt;&lt;/li&gt;&lt;br /&gt; &lt;li&gt;&lt;font size=3&gt;All is calm, all is bright&lt;br&gt; &lt;em&gt;ทุกสิ่งสงบสงัด ทุกอย่างสว่างไสว&lt;/em&gt;&lt;/font&gt;&lt;/li&gt;&lt;br /&gt; &lt;li&gt;&lt;font size=3&gt;Round yon Virgin Mother and Child,&lt;br&gt; &lt;em&gt;รอบพระแม่ผู้พรหมจรรย์และบุตร&lt;/em&gt;&lt;/font&gt;&lt;/li&gt;&lt;br /&gt; &lt;li&gt;&lt;font size=3&gt;Holy infant so tender and mild,&lt;br&gt; &lt;em&gt;ทารกศักดิ์สิทธิ์ช่างอ่อนโยนและนิ่มนวล&lt;/em&gt;&lt;/font&gt;&lt;/li&gt;&lt;br /&gt; &lt;li&gt;&lt;font size=3&gt;Sleep in heavenly peace&lt;br&gt; &lt;em&gt;นอนหลับอยู่ในสันติสุขแห่งสรวงสวรรค์&lt;/em&gt;&lt;/font&gt;&lt;/li&gt;&lt;br /&gt;&lt;li&gt;&lt;font size=3&gt;Sleep in heavenly peace&lt;br&gt; &lt;em&gt;นอนหลับอยู่ในสันติสุขแห่งสรวงสวรรค์&lt;/em&gt;&lt;/font&gt;&lt;/li&gt;&lt;br /&gt;&lt;/ul&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;แสงฮัมเพลง Silent night เบาๆ ขณะก้มลงมองดูลูกทั้งสองที่กำลังนอนหลับตาพริ้มอย่างมีความสุข คริสต์มาสปีนี้ แตงกับต้องดีใจที่ตื่นมาพบของขวัญในถุงเท้าจากซานตาคลอสเหมือนทุกปี เดือนดีใจยิ่งกว่าที่ครอบครัวได้ของขวัญวันคริสต์มาสเป็นแสงคนเดิมกลับคืนมา ส่วนแสงนั้นหวังว่าวันหนึ่งประเทศไทยจะได้สังคมที่สงบสันติแบบไทยๆ และคนไทยที่มีตัวตนของคนไทยกลับคืนมาเป็นของขวัญสำหรับทุกคน&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;p align=right&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_FHwfbCdfIWI/Sy4nxICuDpI/AAAAAAAAAHM/mTrVXEKeVYA/s1600-h/Christmast2.jpg"&gt;&lt;img style="cursor:pointer; cursor:hand;width: 200px; height: 69px;" src="http://3.bp.blogspot.com/_FHwfbCdfIWI/Sy4nxICuDpI/AAAAAAAAAHM/mTrVXEKeVYA/s200/Christmast2.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5417311126699249298" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;font size=2&gt;20 ธันวาคม 2552&lt;br /&gt;เผยแพร่ครั้งแรกในเว็บไซต์ suan84.com &lt;br /&gt;และในวารสาร CUSTOMER FOCUS ฉบับที่ 6 (ตค.-ธค. 2552) &lt;br /&gt;ของบริษัท ถิรไทย จำกัด (มหาชน)&lt;/font&gt;&lt;/p&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8475316160078132832-9090856000811964881?l=fiction15705.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://fiction15705.blogspot.com/feeds/9090856000811964881/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8475316160078132832&amp;postID=9090856000811964881' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8475316160078132832/posts/default/9090856000811964881'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8475316160078132832/posts/default/9090856000811964881'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://fiction15705.blogspot.com/2009/12/blog-post.html' title='ของขวัญวันคริสต์มาส'/><author><name>ณรงค์ฤทธิ์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07889800071181900994</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='27' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/_FHwfbCdfIWI/SgPomlDpGnI/AAAAAAAAADs/8KwO1ruZ74s/S220/84_2009.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_FHwfbCdfIWI/Sy4ndUUy6uI/AAAAAAAAAHE/rEwIi0jZeIY/s72-c/Christmast1.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8475316160078132832.post-4335525601556579550</id><published>2009-08-19T00:04:00.011+07:00</published><updated>2009-08-19T04:16:57.658+07:00</updated><title type='text'>แม่ของเอิบ</title><content type='html'>&lt;strong&gt;ณรงค์ฤทธิ์ ศรีรัตโนภาส&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="mailto:roichaksaam@gmail.com"&gt;roichaksaam@gmail.com&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;ul&gt;&lt;br /&gt; &lt;li&gt;&lt;font size=3&gt;“อยากเก็บดอกไม้สีม่วง&lt;/font&gt;&lt;/li&gt;&lt;br /&gt; &lt;li&gt;&lt;font size=3&gt;ที่หลุดร่วงโรยดิน&lt;/font&gt;&lt;/li&gt;&lt;br /&gt; &lt;li&gt;&lt;font size=3&gt;อยากหวนกลับคืนพื้นถิ่น&lt;/font&gt;&lt;/li&gt;&lt;br /&gt; &lt;li&gt;&lt;font size=3&gt;สู่คนเคยรินน้ำใจแบ่งให้กัน&lt;/font&gt;&lt;/li&gt;&lt;br /&gt;                  &lt;br&gt;&lt;br /&gt; &lt;li&gt;&lt;font size=3&gt;อยากเก็บดอกโสนบานบ่าย&lt;/font&gt;&lt;/li&gt;&lt;br /&gt; &lt;li&gt;&lt;font size=3&gt;อยากเก็บบัวสายไปให้แม่&lt;/font&gt;&lt;/li&gt;&lt;br /&gt; &lt;li&gt;&lt;font size=3&gt;ป่านนี้คงตั้งตาแล&lt;/font&gt;&lt;/li&gt;&lt;br /&gt; &lt;li&gt;&lt;font size=3&gt;ลูกน้อยของแม่จะกลับมา....”&lt;/font&gt;&lt;/li&gt;&lt;br /&gt;&lt;/ul&gt;&lt;br /&gt;&lt;span class=fullpost&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;แม่ไม่ค่อยรู้เรื่องของเอิบ &lt;br /&gt;เหมือนที่แม่ไม่ค่อยรู้เรื่องของพ่อเมื่อสามสิบปีที่แล้ว ....&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครานั้น เอิบเพิ่งอายุได้ 5-6 ขวบ ตอนเช้าๆ แม่จะจูงมือเอิบ อีกมือถือห่อข้าวลัดเลาะไปตามสวนยางพาราที่แฉะชุ่มและชื้นกลิ่นป่า แม่ยื่นห่อข้าวให้พ่อที่ปลายสวนยางชายป่าปากทางขึ้นควน และพูดคุยกันเพียงไม่กี่คำ พ่อจะอุ้มเอิบขึ้นไปกอดและหอมที่แก้ม แล้วพ่อก็รีบกลับขึ้นควนไป ตลอดเวลาที่ผ่านมา แม่ไม่เคยเล่าเรื่องใดๆ ของพ่อให้เอิบฟัง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“อย่าไปใกล้บ่อน้ำนะลูก” แม่จะเตือนเมื่อเห็นเอิบเอาฝักต้อยติ่งโยนเล่นในบ่อน้ำหน้าบ้าน แม่เกรงเอิบจะพลัดตกลงไปในนั้น หรือไม่ก็ถูกทากตัวเล็กๆ ที่ซ่อนตัวอยู่กับผืนหญ้าปากบ่อกัดเอา &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“มาโยนดอกต้อยติ่งเล่นกันดีกว่า” แม่ชักชวนพร้อมกับเด็ดดอกต้อยติ่งสีม่วงเศร้าโยนขึ้นไปบนอากาศ แล้วให้เอิบวิ่งไล่เก็บขณะดอกหมุนติ้วลงดิน ความจริงโยนลูกยางพาราน่าจะสนุกกว่า เพราะลูกยางพารามีน้ำหนักและตกถึงพื้นเร็วกว่าดอกต้อยติ่ง แต่เอิบของแม่ยังเล็กเกินไป แม่เกรงว่าลูกยางพาราจะตกลงมาโดนหัวลูกของแม่ได้รับบาดเจ็บ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก่อนเที่ยงแม่จะออกไปเก็บน้ำยางที่ตื่นมากรีดไว้ตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง เพื่อนำกลับมารีดเป็นยางแผ่น ตากไว้ใต้ชายคาที่แดดส่องเข้ามาไม่ถึงในตอนบ่าย โดยมีเอิบป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้ๆ ปกติเอิบมักไม่ไปไหน เพราะนอกจากติดแม่แล้ว เอิบยังชอบบรรยากาศในสวนยาง ชอบความร่มรื่นและกลิ่นชื้นเฉพาะตัวที่ไม่เหมือนใครของสวนยางพาราที่หลายคนอาจบ่นว่าเหม็น บ่อยครั้งที่แม่รีดยางไปด้วย ป้อนข้าวกลางวันเอิบไปด้วยในสวนยาง พอตกค่ำแม่ก็จะนั่งปะชุนเสื้อผ้าของพ่อกับของเอิบที่เก่าจนสีขมุกขมัวไปหมด พร้อมกับร้องเพลงกล่อมจนเอิบหลับไป บางคืนก็เพลงโผกเปล บางคืนก็เพลงเวเปล บางคืนก็เพลงไก่ขัน แต่ทุกคืนที่เอิบจำความได้ ไม่เคยมีพ่ออยู่ที่บ้านเลย และแม่ก็ไม่เคยบอกอะไรมากไปกว่าพาเอิบไปส่งข้าวให้พ่อที่ปลายสวนยางชายป่าปากทางขึ้นควน ก่อนจะกลับมาเล่นโยนดอกต้อยติ่งสีม่วง รีดยางแผ่น ป้อนข้าว ปะชุนเสื้อผ้า และร้องเพลงกล่อมลูกให้เอิบหลับ นี่คือบทเพลงแห่งชีวิตที่บรรเลงซ้ำกันทุกวันของเอิบกับแม่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;แล้ววันหนึ่งพ่อก็กลับมาที่บ้านโดยที่แม่ไม่ต้องออกไปหาพ่อที่ปลายสวนยางชายป่าปากทางขึ้นควนเหมือนเช่นเคย &lt;/strong&gt; เอิบดีใจที่พ่อจะได้กลับมาอยู่กับเอิบกับแม่เสียที แต่น่าแปลกใจที่เอิบไม่เห็นแม่ดีใจ ตรงข้ามแม่ดูจะเศร้าหมองลงด้วยซ้ำ เมื่อเพื่อนบ้านพาพ่อกลับมา เอิบเห็นแม่สะอื้น และเห็นน้ำตาแม่ไหลรินเป็นครั้งแรก แม่บอกกับเพื่อนบ้านว่า พ่อเคยบอกให้ฝังพ่อไว้ที่ปลายสวนยางชายป่าปากทางขึ้นควน...... &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากวันนั้น เอิบยังคงอยู่กับแม่โดยไม่รู้เรื่องราวใดๆ ของพ่อ กระทั่งเมื่อเอิบขึ้นเรียนชั้นมัธยมต้น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;em&gt;“พ่อหนูเป็นทหารป่า เข้าป่าพร้อมๆ กับครูนี่แหละ” &lt;/em&gt; ครูเสนอครูประจำชั้นของเอิบซึ่งเป็นเพื่อนคนหนึ่งของพ่อเปิดเผย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากคำบอกเล่าของครูเสนอ ปักษ์ใต้โดยเฉพาะในชนบทเมื่อสามสิบสี่สิบปีที่แล้วบ้านเมืองยังป่าเถื่อนอยู่มาก ชาวบ้านมักถูกเจ้านายรีดไถรังแก ใครขัดขืนก็ถูกกลั่นแกล้ง ถูกยัดเยียดข้อหาคอมมิวนิสต์ จับขึ้นไปบนเฮลิคอปเตอร์แล้วถีบลงเขา หรือไม่ก็จับเผาลงถังแดง จนคนดีๆ อยู่ไม่ได้ต้องหนีเข้าป่าไปรวมกับพวกคอมมิวนิสต์กลับมาต่อสู้กับทางการ พ่อเป็นหนึ่งในนั้นโดยที่แม่เป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาที่ไม่รู้อะไรมากนัก รู้เพียงว่าพ่ออยู่บ้านต่อไปไม่ได้ ความรักความผูกพันของผู้หญิงคนหนึ่งที่มีต่อลูกต่อผัวที่แม่จะทำได้ก็คือ คดข้าวใส่ห่อไปให้สามีตอนเช้าและเฝ้าถนอมเลี้ยงลูกที่เหลือไม่ให้ห่างตาห่างกาย แม่ไม่เคยรู้ว่าพ่อไปทำอะไรบ้างในป่าและบนควน และพ่อก็ไม่เคยบอกอะไรแม่นอกจากเตือนให้ระวังตัวจากเจ้านายและสั่งเสียให้เลี้ยงลูกให้ดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และแม่ก็เลี้ยงลูกคนนี้อย่างดีเท่าที่แม่ชนบทคนหนึ่งจะทำให้ลูกสุดที่รักของตนได้ เอิบลูกของแม่เรียนจบราชภัฏฯ และเข้ารับราชการเป็นครู ถูกส่งไปประจำที่โน่นที่นี่กว่าสิบปีแล้ว โดยที่ตลอดเวลาที่รับราชการเอิบไม่เคยเกี่ยงไม่ว่าจะถูกส่งไปห่างไกลจากบ้านเกิดแค่ไหน หรือที่ที่ถูกส่งไปจะทุรกันดารเพียงไร แม้กระทั่งที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ไม่มีใครยอมไป และแม่เองก็ไม่อยากให้เอิบไป เอิบก็อาสาไปมาแล้ว จิตใจเสียสละที่ไม่คิดถึงตัวเองของเอิบคงถ่ายทอดมาจากพ่อและแม่ ชีวิตข้าราชการครูของเอิบเติบใหญ่รุ่งเรืองพร้อมกับความร่วงโรยโดยธรรมชาติของแม่ ผู้เฝ้าดูเอิบเติบโตก้าวหน้าและใช้ชีวิตอย่างเดียวดายแต่เข้มแข็งมั่นคงเพื่อเป็นกำลังใจให้เอิบเหมือนที่เคยเป็นกำลังใจให้พ่อมาแล้ว โดยที่ตลอดเวลาแม่ไม่เคยรู้ว่าเอิบไปทำอะไรบ้างในที่ลำบากและอันตรายเหล่านั้น แม่รู้เพียงว่าเอิบของแม่มีเหตุผลที่ทำในวันนี้เหมือนที่พ่อก็มีเหตุผลที่ทำในวันนั้น และสิ่งที่คนเล็กๆ ทำนั้น แม้จะดูยิ่งใหญ่แค่ไหน อีกไม่นานผู้คนก็คงจะลืม แม่จึงไม่อินังขังขอบอะไร สิ่งที่แม่สนใจคือวันนี้เอิบของแม่จะกลับบ้านหลังจากที่ไม่ได้กลับมาเยี่ยมแม่เกือบสองปีแล้ว แม่จึงตื่นแต่เช้าเพื่อรอรับเอิบของแม่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ขณะเดินทางกลับบ้าน เอิบพบทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม&lt;/strong&gt;  สวนยางพาราอันร่มรื่นยังคงแฉะชุ่มและชื้นกลิ่นป่า บ่อน้ำหน้าบ้านยังมีทากตัวเล็กๆ ซุกบนผืนหญ้าปากบ่อ และดอกต้อยติ่งสีม่วงเศร้ายังคงโบกดอกทักทายล้อลมริน ที่สำคัญเอิบเห็นแม่ที่แก่ลงมาก แต่ยังยืนอย่างเข้มแข็ง แม้สองตาและร่องแก้มจะเปียกชื้น แม่ยืนรอเอิบที่ปลายสวนยางชายป่าปากทางขึ้นควน เอิบรู้สึกอบอุ่นและมีความสุขอย่างบอกไม่ถูกที่ได้กลับบ้าน และโดยเฉพาะเมื่อแม่ก้มลงจุมพิตที่หน้าผากของเอิบ ก่อนที่ร่างของเอิบจะถูกหย่อนลงในหลุมเคียงข้างหลุมของพ่อเมื่อสามสิบปีที่แล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;strong&gt;&lt;em&gt;“ฉันมีสามีและลูกที่เสียสละชีวิตเพื่ออุดมการณ์ของพวกเขา” &lt;br /&gt;แม่พึมพำกับตัวเอง&lt;br /&gt;“ เขาทั้งสองเป็นคนดีที่สุดเท่าที่ฉันจะหาได้ แม้คนหนึ่งจะตายด้วยน้ำมือของเจ้าหน้าที่รักษาดินแดน ในขณะที่อีกคนหนึ่งตายด้วยน้ำมือของผู้แบ่งแยกดินแดน” &lt;br /&gt;แม่รำพึงในใจขณะที่เพื่อนบ้านช่วยกันโกยดินลงหลุมฝังศพอย่างเงียบเชียบ&lt;/em&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;p align=right&gt;&lt;font size=2&gt;17 สิงหาคม 2552&lt;br /&gt;เผยแพร่ครั้งแรกในเว็บไซต์ suan84.com &lt;br /&gt;และในวารสาร CUSTOMER FOCUS ฉบับที่ 5 (เมย. – สค. 2552)&lt;br /&gt;ของบริษัท ถิรไทย จำกัด (มหาชน)&lt;/font&gt;&lt;/p&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8475316160078132832-4335525601556579550?l=fiction15705.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://fiction15705.blogspot.com/feeds/4335525601556579550/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8475316160078132832&amp;postID=4335525601556579550' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8475316160078132832/posts/default/4335525601556579550'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8475316160078132832/posts/default/4335525601556579550'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://fiction15705.blogspot.com/2009/08/blog-post.html' title='แม่ของเอิบ'/><author><name>ณรงค์ฤทธิ์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07889800071181900994</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='27' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/_FHwfbCdfIWI/SgPomlDpGnI/AAAAAAAAADs/8KwO1ruZ74s/S220/84_2009.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8475316160078132832.post-7323731341073299601</id><published>2009-07-07T18:24:00.039+07:00</published><updated>2009-07-07T22:59:35.276+07:00</updated><title type='text'>อรุณสวัสดิ์... กัลกัตตา</title><content type='html'>&lt;strong&gt;ณรงค์ฤทธิ์ ศรีรัตโนภาส&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="mailto:roichaksaam@gmail.com"&gt;roichaksaam@gmail.com&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_Aprg4up9nek/SlNu0eGIsVI/AAAAAAAACiM/9bWYbJ1gNgw/s1600-h/calcutta04.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 320px; height: 199px;" src="http://3.bp.blogspot.com/_Aprg4up9nek/SlNu0eGIsVI/AAAAAAAACiM/9bWYbJ1gNgw/s320/calcutta04.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5355746229584703826" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;p align=center&gt;&lt;font size=3&gt;&lt;strong&gt;ชูปราวัท โกลกาตา!&lt;/strong&gt;&lt;/font&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;“ชูปราวัท โกลกาตา! ..... อรุณสวัสดิ์ กัลกัตตา!”&lt;/strong&gt; &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;เขาตื่นขึ้นมาในเช้าวันที่อากาศแจ่มใสด้วยลำแดดที่เริ่มกล้าแรงของเดือนตุลาคม โดยไม่แน่ใจว่ากำลังพูดประโยคนั้นกับตัวเองหรือกับผืนแผ่นดินแห่งวัฒนธรรมที่มีชีวิตชีวาของเมืองท่าขนาดใหญ่แห่งรัฐ&lt;br /&gt;เบงกอลตะวันตกของอินเดีย&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;span class=fullpost&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;กัลกัตตา (Calcutta)&lt;/strong&gt; หรือที่ต่อมาเปลี่ยนเป็น &lt;strong&gt;โกลกาตา (Kolkata)&lt;/strong&gt; เปลี่ยนแปลงไปพอสมควรจากหลายปีก่อนที่เขาเคยสัมผัสเมื่อแรกเข้ามาติดต่อธุรกิจจำหน่ายหม้อแปลงไฟฟ้าให้กับการไฟฟ้าแห่งกัลกัตตา เมืองดูขยายตัวไป และรถราดูติดมากขึ้น แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนคือมิตรไมตรีและความไว้เนื้อเชื่อใจที่ลูกค้าชาวภารตะมีต่อเขา ไม่ว่าจะเป็น &lt;strong&gt;สันทนุ ภัททชารยา &lt;/strong&gt; ผู้อำนวยการบริหารของการไฟฟ้ากัลกัตตา ที่เป็นธุระให้เลขานุการของเขาจัดชงชาดาร์จีลิงไว้คอยต้อนรับ &lt;strong&gt;วิคาช &lt;/strong&gt;กรรมการผู้จัดการของบริษัท ไฮ-เทค ซิสเต็มส์ ที่เป็นตัวแทนจัดซื้อหม้อแปลงไฟฟ้าให้การไฟฟ้ากัลกัตตา หรือ &lt;strong&gt;แนนดี้ &lt;/strong&gt;ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิศวกรรมของการไฟฟ้ากัลกัตตา ที่เปิดเผยถึงเหตุผลที่ตัดสินใจซื้อหม้อแปลงไฟฟ้ากำลังขนาด 160 เม็กกะโวลท์แอมแปร์จากบริษัท ถิรไทย จำกัด (มหาชน) ที่เขาเป็นผู้บริหารอยู่ถึง 3 ตัว ในขณะที่ซื้อจากบริษัทผู้ผลิตหม้อแปลงไฟฟ้าในอินเดียเองเพียง 2 ตัว ทั้งที่ราคาของผู้ผลิตในอินเดียถูกกว่า เหตุผลที่แนนดี้เปิดเผยคือ &lt;em&gt;“ถิรไทยใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพกว่า และคนของถิรไทยมีคุณธรรม มีความโปร่งใสที่น่าทำธุรกิจด้วย”&lt;/em&gt; แน่นอนว่าคำพูดสั้นๆ เท่านี้ย่อมเป็นกำไรที่เกินคุ้มและน่าภาคภูมิใจสำหรับการนำภาพลักษณ์ที่ดีของคนไทยออกสู่สากลโดยผ่านช่องทางการทำธุรกิจกับต่างชาติ &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;แต่ว่าเช้าวันนี้ การมาทำธุรกิจที่กัลกัตตาจะคุ้มมากกว่าทุกครั้งเพราะหลังจากที่เหน็ดเหนื่อยกับการเจรจาและงานเลี้ยงขอบคุณลูกค้าแล้ว วิคาชได้จัดเตรียมรถ คนขับ และมัคคุเทศก์ไว้ให้เขาตระเวนสัมผัสลมหายใจแห่งกัลกัตตาตั้งแต่เช้าจรดเย็น&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;กัลกัตตาเดิมเป็นเมืองท่าสถานีการค้าเล็กๆ บนชายฝั่งตะวันออกของอินเดีย และอยู่ทางตะวันออกของแม่น้ำฮูกลีซึ่งเป็นแม่น้ำสายเดียวกันกับแม่น้ำคงคาอันศักดิ์สิทธิ์ของอินเดีย ปี 1690 &lt;strong&gt;จ็อบ ชาร์น็อก &lt;/strong&gt; หัวหน้าโกดังสินค้าของบริษัทอิสต์อินเดียของอังกฤษในฮูกลีได้เลือกเอา  &lt;strong&gt;หมู่บ้านกาลีกัต &lt;/strong&gt; เป็นที่สร้างโกดังสินค้าแห่งใหม่ของบริษัท และนี่คือต้นกำเนิดของเมืองกัลกัตตา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_Aprg4up9nek/SlNwsli5SnI/AAAAAAAACic/kJLWUD0iuYI/s1600-h/HooglyKolkata1945_600.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 320px; height: 242px;" src="http://1.bp.blogspot.com/_Aprg4up9nek/SlNwsli5SnI/AAAAAAAACic/kJLWUD0iuYI/s320/HooglyKolkata1945_600.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5355748293168679538" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;ปี 1773 กัลกัตตากลายเป็นศูนย์กลางการปกครองของอังกฤษในอินเดีย ในสมัยนั้นมีนักเขียน พ่อค้า ทหารและสตรีจากยุโรปจำนวนมากเดินทางมากัลกัตตา ทำให้ตัวเมืองเจริญรุ่งเรืองขึ้นอย่างรวดเร็วกลายเป็นเมืองใหญ่ที่พรั่งพร้อมไปด้วยเวียงวังในยุคอุปราชอังกฤษ กัลกัตตาเริ่มตกต่ำเมื่ออังกฤษย้ายเมืองหลวงไปที่เดลีในปี 1911 ครั้นเมื่ออินเดียได้รับเอกราชและประเทศถูกแบ่งแยกดินแดนส่วนหนึ่งไปเป็นปากีสถานตะวันออก หรือที่ต่อมาคือบังคลาเทศซึ่งพลเมืองส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม ผู้คนที่นับถือศาสนาฮินดูที่อาศัยอยู่ในแถบเบงกอลตะวันออกจึงได้อพยพข้ามเส้นพรมแดนที่แบ่งขึ้นใหม่เข้ามายังแถบเบงกอลตะวันตก ทำให้กัลกัตตายิ่งแออัดยัดเยียดไปด้วยผู้คนจนเกินกว่าที่เมืองจะรองรับ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;strong&gt;รันยิด&lt;/strong&gt; สารถีผู้หงุดหงิดเพราะสภาพการจราจรอันตึงเครียดในกัลกัตตา มารับเขาแต่เช้าที่    &lt;strong&gt;ทอลลีกันจ์คลับ &lt;/strong&gt;ที่นี่เดิมเป็นไร่คราม อยู่ทางตอนใต้ของกัลกัตตา ต่อมามหาราชาแห่งไมซอร์ได้มาสร้างตำหนักขึ้นที่นี่ และกลายมาเป็นทอลลีกันจ์คลับในปี 1895 สโมสรอายุกว่าร้อยปีที่ภายในมีสนามกอล์ฟ สนามเทนนิส และคอร์ทสคว็อชที่เขาใช้พักแรมนี้น่าจะเก่าแก่เป็นที่สองรองจาก &lt;strong&gt;เบงกอลคลับ &lt;/strong&gt; ที่สร้างขึ้นก่อนหน้าไม่นาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_FHwfbCdfIWI/SlM103RJnMI/AAAAAAAAAE0/6qcQlto1ZwI/s1600-h/2.JPG"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 320px; height: 240px;" src="http://2.bp.blogspot.com/_FHwfbCdfIWI/SlM103RJnMI/AAAAAAAAAE0/6qcQlto1ZwI/s320/2.JPG" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5355683564179004610" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;p align=center&gt;&lt;font size=2&gt;ทอลลีกันจ์คลับ&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_FHwfbCdfIWI/SlM2shiXiPI/AAAAAAAAAE8/WW30YjQ_Gq8/s1600-h/1.JPG"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 320px; height: 240px;" src="http://3.bp.blogspot.com/_FHwfbCdfIWI/SlM2shiXiPI/AAAAAAAAAE8/WW30YjQ_Gq8/s320/1.JPG" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5355684520418314482" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รันยิดพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ พูดได้แต่ภาษาเบงกาลีเนื่องจากไม่ได้เรียนหนังสือสูง แต่รันยิดก็ฉลาดพอที่จะพาเขาแวะถ่ายรูปที่ วิกตอเรียอนุสรณ์ ก่อนจะพาขับต่อไปพบ &lt;strong&gt;จายันต์&lt;/strong&gt;  ผู้อำนวยการบริษัทไฮ-เทค ซิสเต็มส์ ที่อาสาเป็นมัคคุเทศก์วันนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_FHwfbCdfIWI/SlM4KMwdHAI/AAAAAAAAAFE/Lg94-Bnp-m8/s1600-h/7.JPG"&gt;&lt;img style="float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;width: 200px; height: 150px;" src="http://3.bp.blogspot.com/_FHwfbCdfIWI/SlM4KMwdHAI/AAAAAAAAAFE/Lg94-Bnp-m8/s200/7.JPG" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5355686129747958786" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;font size=2&gt;จายันต์ (คนสวมแว่น) มัคคุเทศก์ผู้อารีกับร้านขายน้ำมันพืชเจ้าประจำของเขา&lt;/font&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วิกตอเรียอนุสรณ์เป็นอาคารหินอ่อนสีขาวจากรัฐราชสถาน หลังคาทรงโดมตั้งตระหง่านอยู่ที่สวนไมดันกลางใจเมืองกัลกัตตาเตือนให้รำลึกถึงอดีตที่อังกฤษเคยมายึดครองที่นี่เหมือนอาคารหรือสิ่งก่อสร้างแบบตะวันตกอีกหลายแห่งของเมืองนี้ สองข้างทางที่รถวิ่งผ่านจะเห็นผู้คนพากันออกมาอาบน้ำที่ก๊อกน้ำสาธารณะที่ทางการติดตั้งไว้บนบาทวิถีเป็นระยะๆ จายันต์บอกว่าคนที่นี่จำนวนมากอพยพมาจากเมืองอื่น มาเป็นกุลีรับจ้างขนทูนของสารพัดจากท่าเรือและสถานีรถไฟโดยมีรายได้เพียงวันละ 70-100 กว่ารูปี (1 รูปีเท่ากับ 90 กว่าสตางค์หรือเกือบหนึ่งบาทของเรา) พวกเขาจะพักอยู่รวมกันอย่างแออัด 10-20 ครอบครัวในห้องเช่าเล็กๆ เพียงห้องเดียวซึ่งไม่มีทั้งห้องส้วมและห้องน้ำ ภาพคนจรผู้ยากไร้ยืนขับถ่ายและอาบน้ำบนบาทวิถีข้างถนนหรือตามตรอกซอกซอย จึงเป็นฉากชีวิตประจำวันของกัลกัตตาโดยเฉพาะทางตอนเหนือของเมืองซึ่งเป็นย่านอยู่อาศัยของพวกคนจน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_FHwfbCdfIWI/SlNDGA2fGPI/AAAAAAAAAF0/Q1ohPUBJsuE/s1600-h/6.JPG"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 320px; height: 240px;" src="http://1.bp.blogspot.com/_FHwfbCdfIWI/SlNDGA2fGPI/AAAAAAAAAF0/Q1ohPUBJsuE/s320/6.JPG" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5355698152460458226" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในตอนเช้า คนที่มีฐานะซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ทางตอนใต้ของเมืองจะออกมารับประทานอาหารกันที่ภัตตาคาร เช้าวันนี้จายันต์พาเขามาที่ ร้านฟลูรีส์ เป็นร้านอาหารเก่าแก่สไตล์ยุโรปที่คนชั้นกลางค่อนไปทางสูงนิยมมารับประทานกัน ราคาอาหารพอๆกับที่ทอลลีกันจ์คลับ แต่คุณภาพดีกว่าอาหารที่สั่งจากรูมเซอร์วิสของทอลลีกันจ์คลับมาก ที่น่าแปลกคือไข่ดาวที่นี่ราคาแพงมาก ค่าไข่ดาว 2 ฟองกับขนมปัง 2 แผ่นเล็กและเนยอีกหนึ่งก้อนเล็กกับแยมผลไม้ที่แถมมาพร้อมกับการสั่งไข่ดาว คิดเป็นเงินถึง 110 รูปี (เท่ากับกินไข่ดาวฟองละเกือบ 50 บาท) ในขณะที่กรัวซองต์อัลมอนด์ชิ้นใหญ่ราคาเพียง 40 รูปี และคาปูชิโนถ้วยละ 70 รูปี &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เสร็จจากอาหารเช้า เขาขอให้จายันต์พาชมตลาดตามนิสัยปกติของเขาที่เดินทางไปต่างถิ่น เหตุผลเพราะตลาดเป็นที่รวมของวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชุมชน ตลาดพาร์ค เซอร์คัส ที่เห็นวันนั้น เป็นตลาดสดที่มีชีวิตชีวามากแม้จะไม่ใช่ตลาดที่ใหญ่มากนักของเมืองก็ตาม จายันต์มาจ่ายตลาดที่นี่ประจำ แนะนำให้เขารู้จักกับเจ้าของร้านขายน้ำมันพืชบ้าง เจ้าของร้านขายถั่วบ้าง ที่น่าสนใจในตลาดสดแห่งนี้คือ การลอกหนังปลาของที่นี่ พ่อค้าปลาจะใช้มีดโค้งคมกริบปักไว้ให้ด้านใบมีดขึ้นข้างบน แล้วใช้สองมือจับชิ้นปลาสดรูดไปที่คมมีดเข้าหาตัวอย่างชำนาญจนหนังปลาถูกลอกออกมาจากเนื้ออย่างรวดเร็วและง่ายดาย แต่ดูแล้วน่าหวาดเสียวนิ้วมือจริงๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_FHwfbCdfIWI/SlM_aZMGV5I/AAAAAAAAAFU/O4gJiG4JKAs/s1600-h/8.JPG"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 320px; height: 240px;" src="http://1.bp.blogspot.com/_FHwfbCdfIWI/SlM_aZMGV5I/AAAAAAAAAFU/O4gJiG4JKAs/s320/8.JPG" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5355694104544434066" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_FHwfbCdfIWI/SlM_a7TsyPI/AAAAAAAAAFc/hrbhZET4li0/s1600-h/10.JPG"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 320px; height: 240px;" src="http://1.bp.blogspot.com/_FHwfbCdfIWI/SlM_a7TsyPI/AAAAAAAAAFc/hrbhZET4li0/s320/10.JPG" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5355694113703119090" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การจราจรรอบๆ ตลาด หรือพูดอีกทีคือเกือบทุกหนทุกแห่งในกัลกัตตายกเว้นทางใต้ที่เป็นย่านอยู่อาศัยของคนมีอันจะกิน จะขวักไขว่ไปด้วยยวดยานหลากชนิดตั้งแต่รถบรรทุก รถเมล์ รถเก๋ง รถแท็กซี่ รถสามล้อเครื่องหรือรถตุ๊กตุ๊ก รถมอเตอร์ไซค์ รถจักรยาน รถราง รถลาก รถเข็นรวมทั้งฝูงคน และแม้กระทั่งวัว ต่างมีสิทธิ์ใช้ถนนร่วมกัน ด้วยเหตุนี้รถราจึงติดไปหมดทุกถนน รถแต่ละคันขับเบียดกันจนเกือบจะชน เสียงบีบแตรนั้นไม่ต้องพูดถึง เป็นเรื่องปกติที่คนขับรถที่นี่จะบีบแตรกันตลอดเวลาด้วยความเคยชินมากกว่าความจำเป็น ที่แย่กว่านี้คือ ใครอยากจอดรถทิ้งไว้ตรงไหนของถนน จะเกะกะขวางทางคนอื่นอย่างไรก็ทำได้โดยไม่มีใครว่าอะไร เขาเคยคิดว่าการจราจรของกรุงเทพฯ และคนขับรถในกรุงเทพฯ คงจะเลวร้ายกว่าทุกแห่งในโลก แต่เมื่อมาพบที่กัลกัตตา เขารู้สึกรักเมืองไทยขึ้นมาอย่างจับใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_FHwfbCdfIWI/SlNB2H6XAHI/AAAAAAAAAFk/HSDBx7WBaaw/s1600-h/5.JPG"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 320px; height: 240px;" src="http://1.bp.blogspot.com/_FHwfbCdfIWI/SlNB2H6XAHI/AAAAAAAAAFk/HSDBx7WBaaw/s320/5.JPG" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5355696779966218354" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;p align=center&gt;&lt;font size=2&gt; ไฮปาร์คตามมุมถนนพบได้แทบทุกบ่ายในกัลกัตตา&lt;br /&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_FHwfbCdfIWI/SlNCjY0kp1I/AAAAAAAAAFs/V_GY-ZDQmyY/s1600-h/11.JPG"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 320px; height: 240px;" src="http://3.bp.blogspot.com/_FHwfbCdfIWI/SlNCjY0kp1I/AAAAAAAAAFs/V_GY-ZDQmyY/s320/11.JPG" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5355697557599463250" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;p align=center&gt;&lt;font size=2&gt; ร้านขายดอกไม้บนทางเท้า &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_FHwfbCdfIWI/SlNFF8lIHXI/AAAAAAAAAF8/Eh0uc9WkTZk/s1600-h/16.JPG"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 320px; height: 240px;" src="http://1.bp.blogspot.com/_FHwfbCdfIWI/SlNFF8lIHXI/AAAAAAAAAF8/Eh0uc9WkTZk/s320/16.JPG" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5355700350337162610" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;p align=center&gt;&lt;font size=2&gt; ตลาดแบกะดินในย่านคนจน &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_FHwfbCdfIWI/SlNFGBsbiSI/AAAAAAAAAGE/7pUnlw2EEnU/s1600-h/17.JPG"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 320px; height: 240px;" src="http://1.bp.blogspot.com/_FHwfbCdfIWI/SlNFGBsbiSI/AAAAAAAAAGE/7pUnlw2EEnU/s320/17.JPG" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5355700351709972770" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;p align=center&gt;&lt;font size=2&gt; คนจนส่วนใหญ่ยังอาศัยแม่น้ำฮูกลีเป็นที่อาบน้ำและซักผ้า &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_FHwfbCdfIWI/SlNFGQl2BNI/AAAAAAAAAGM/lL4FdABQp3o/s1600-h/21.JPG"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 320px; height: 240px;" src="http://1.bp.blogspot.com/_FHwfbCdfIWI/SlNFGQl2BNI/AAAAAAAAAGM/lL4FdABQp3o/s320/21.JPG" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5355700355708880082" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_FHwfbCdfIWI/SlNFGkrRDhI/AAAAAAAAAGU/X8-xM7jxt1E/s1600-h/22.JPG"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 320px; height: 240px;" src="http://1.bp.blogspot.com/_FHwfbCdfIWI/SlNFGkrRDhI/AAAAAAAAAGU/X8-xM7jxt1E/s320/22.JPG" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5355700361100332562" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;p align=center&gt;&lt;font size=2&gt; ย่านที่อยู่อาศัยและร้านค้าของคนชั้นกลางในกัลกัตตา &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;hr&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;p align=center&gt;&lt;font size=3&gt;&lt;strong&gt;เห็นแขกกับงู ต้องตีงูก่อนแขก!&lt;/strong&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;กัลกัตตาเป็นเมืองแห่งศิลปะวัฒนธรรม เป็นบ้านเกิดของท่านรพินทรนาถ ฐากุร กวีเอกของอินเดียและของโลก แม่ชีเทเรซ่าก็มาเปิดสถานสงเคราะห์คนยากจนและคนเจ็บป่วยที่เมืองนี้ ในตัวเมืองจะมีโบสถ์และวิหารเก่าแก่ของศาสนาคริสต์ที่สร้างขึ้นในคริสตศตวรรษที่ 18 และ 19 มากมายสลับกับวิหารทั้งเล็กและใหญ่ของศาสนาฮินดู จายันต์นับถือศาสนาฮินดูและศรัทธาในพระผู้เป็นเจ้าของเขา การเที่ยวกัลกัตตาวันนั้น จายันต์จึงพาเขาเข้าวิหารฮินดูเสียเป็นส่วนใหญ่ เริ่มจากไปไหว้พระกฤษณะที่   &lt;strong&gt;วัด Shri Radha Kristna&lt;/strong&gt; ซึ่งอยู่กลางเมืองกัลกัตตา จากนั้นก็ขับรถผ่านสะพานข้ามแม่น้ำฮูกลีที่มีผู้คนมากมายเดินข้ามสะพานจากสถานีรถไฟมายังอีกฟากของแม่น้ำ การจราจลบนสะพานนั้นติดขัดอย่างหฤโหด แต่ในที่สุดรันยิดกับจายันต์ก็ได้พาเขามายัง สำนักรามกฤษณะ ที่มีผู้คนมากมายมาคอยกราบไหว้เจ้าแม่ศรีมหาอุมาเทวี ที่นี่จะมีอาคารและสิ่งปลูกสร้างอันโอ่อ่าสวยงามหลายหลัง หลังใหญ่สุดเป็นที่ประดิษฐานรูปบูชาของเจ้าแม่ศรีมหาอุมาเทวี ซึ่งปกติจะปิดประตูไว้และจะเปิดให้คนกราบไหว้เจ้าแม่เป็นเวลา ช่วงที่เขาไปถึงนั้น ผู้คนแต่งตัวดีเป็นร้อยๆ กำลังนั่งรอการเปิดประตูเพื่อจะได้กราบไหว้เจ้าแม่ ในขณะที่อีกด้านหนึ่งคนจนเป็นร้อยๆ เช่นกันกำลังเข้าแถวรอรับอาหารกลางวันฟรีจากทางสำนักซึ่งจะทำทานเช่นนี้เป็นปกติทุกวัน ใกล้ๆ กันเป็นโรงเรียนที่ทางสำนักรามกฤษณะสร้างขึ้น มีคนนิยมส่งบุตรหลานเข้ามาเรียนกันมาก สำนักรามกฤษณะมีการเผยแพร่คำสอนและขยายสาขาไปทั่วโลก เงินทุนของสำนักนี้ส่วนใหญ่มาจากการบริจาคของเศรษฐีที่ศรัทธาในคำสอน จายันต์บอกเขาว่า เศรษฐีอินเดียหลายคนทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินทั้งหมดของตนให้กับสำนักรามกฤษณะเมื่อตนถึงแก่กรรมแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_FHwfbCdfIWI/SlNIKKYINCI/AAAAAAAAAGc/LdXtSTeVlQo/s1600-h/12.JPG"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 320px; height: 240px;" src="http://2.bp.blogspot.com/_FHwfbCdfIWI/SlNIKKYINCI/AAAAAAAAAGc/LdXtSTeVlQo/s320/12.JPG" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5355703721295098914" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;p align=center&gt;&lt;font size=2&gt; วัด Shri Radha Kristna กลางเมืองกัลกัตตา&lt;br /&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;ความศรัทธาทางศาสนาของคนอินเดียนั้น ยังเห็นได้จากฝูงชนที่เขาพบที่ วิหารเจ้าแม่กาลี อีกฟากหนึ่งของแม่น้ำฮูกลี ที่นั่นจะมีการเปิดให้กราบไหว้เป็นเวลาเช่นกัน จายันต์พาเขาไปที่นั่นใกล้เวลาที่วิหารจะปิด แต่ผู้คนหลายร้อยคนยังคงเบียดเสียดยัดเยียดผลักดันแย่งยื้อกันเพื่อที่จะเข้าไปกราบไหว้รูปบูชาเจ้าแม่กาลีให้ได้ เป็นภาพที่เหลือเชื่อจริงๆ ในความศรัทธาต่อศาสนาของชาวอินเดียที่เกิดขึ้นเช่นนี้ไม่ใช่เฉพาะแต่ในช่วงเทศกาล แต่ในทุกๆ วัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และที่วิหารแห่งนี้ เขาได้พบความจริงข้อหนึ่งที่คนมาเที่ยวอินเดียมักถูกเตือนกันคือ อย่าได้ให้เงินขอทานเป็นอันขาด ขอทานอินเดียอดทนมาก เดินตามขอเขาตั้งแต่ที่จอดรถไปยังร้านขายดอกไม้และต่อไปถึงตัววิหารเจ้าแม่กาลีนับระยะทางได้เกือบครึ่งกิโลเมตร และในที่สุดเขาก็ใจอ่อนแอบส่งเงิน 10 รูปีให้ขอทานแม่ลูกคู่หนึ่งในจังหวะที่มั่นใจว่าไม่มีใครเห็นแล้ว แต่ทันทีที่เงินหลุดจากมือเท่านั้นแหละ ขอทานอีกหลายชีวิตก็กรูกันเข้ามาจากไหนไม่รู้เต็มไปหมด เรื่องที่น่าสนใจกว่านี้คือคำพูดของขอทานที่ใช้เรียกนักท่องเที่ยวว่า &lt;br /&gt;&lt;strong&gt;“ชาเฮบ” (Shaheb)&lt;/strong&gt; ขอทานจะเรียกซ้ำๆ ว่า &lt;strong&gt; “ชาเฮบๆ ๆ ”&lt;/strong&gt; จายันต์บอกว่าเป็นคำที่ขอทานเรียกชาวต่างชาติซึ่งแปลว่า &lt;strong&gt; “คนที่มีผิวสวย” &lt;/strong&gt;คำอธิบายของจายันต์สร้างความรู้สึกบางอย่างที่บอกไม่ถูกแก่เขา &lt;br /&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;em&gt;ความเชื่อในเรื่องศาสนาและความเชื่อเรื่องชั้นวรรณะในหมู่คนจนของอินเดียยังคงเหนียวแน่นจนทำให้พวกเขารู้สึกตนเองต่ำต้อยด้อยค่า แม้แต่สีผิวของตนก็คิดว่าไม่สวย เหตุนี้สิหนอที่คนจนส่วนใหญ่ในอินเดียต่างก้มหน้ายอมรับชะตากรรมในชาตินี้ของตนและเฝ้าสวดบูชาพระผู้เป็นเจ้าเพื่อหวังชาติภพใหม่ที่ดีกว่าข้างหน้า&lt;/em&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_Aprg4up9nek/SlNvMjxmhjI/AAAAAAAACiU/IHHoCG97i1o/s1600-h/Kolkatatemple800.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 320px; height: 240px;" src="http://2.bp.blogspot.com/_Aprg4up9nek/SlNvMjxmhjI/AAAAAAAACiU/IHHoCG97i1o/s320/Kolkatatemple800.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5355746643426051634" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;p align=center&gt;&lt;font size=2&gt; วิหารเจ้าแม่กาลีริมฝั่งแม่น้ำฮูกลี &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บ่ายวันนั้น จายันต์พาเขาไปยังย่านคนชั้นกลาง สองฝั่งถนนมีร้านรวงเปิดขายของต่างๆ อย่างคึกคัก การจราจรนั้นไม่ต้องพูดถึง ถ้าไม่ใช่ทางตอนใต้ที่ผู้มีอันจะกินอาศัยอยู่แล้ว ทุกแห่งรถจะหนาแน่นไปหมด รถแต่ละคันไม่ว่ารถบรรทุก รถเมล์ รถแท็กซี่ ส่วนใหญ่จะเก่าเกือบเป็นเศษเหล็กอยู่แล้ว รถยี่ห้อ &lt;strong&gt;Ambassador&lt;/strong&gt; ซึ่งผลิตเองในอินเดียเลียนแบบรถมอริสจะใช้ทำเป็นรถแท็กซี่ทาสีเหลือง อีกยี่ห้อหนึ่งคือ &lt;strong&gt;Tata&lt;/strong&gt; ก็เป็นรถอินเดียมักใช้เป็นรถบ้าน รถต่างประเทศที่เห็นก็มีอีซูซุกับเชฟโรเล็ตซึ่งเป็นรถขนาดเล็ก ตามตรอกซอกซอยจะมีร้านขายนมสด ขายของทอด และร้านน้ำชา เจ้าของร้านกำลังชงชาบริการลูกค้าที่ยืนรออยู่ข้างหน้า เป็นร้านน้ำชาคนจนที่บริการคนพื้นที่ ต่างจากร้านน้ำชาที่อยู่ตามห้างสรรพสินค้า ที่จัดที่นั่งเป็นสัดส่วน ผู้ใช้บริการมักเป็นนักท่องเที่ยวกับคนมีฐานะในอินเดีย ในซอยที่ขายน้ำชาซึ่งเดินต่อไปจะถึงบ้านเกิดของ &lt;strong&gt;ท่านรพินทรนาถ ฐากุร&lt;/strong&gt; ที่ปัจจุบันทำเป็นพิพิธภัณฑ์ และใกล้ๆ กันทำเป็นสถาบันการศึกษานั้น จะมีหญิงโสเภณีอินเดียกลุ่มหนึ่งสี่ห้าคนอายุอานามส่วนใหญ่น่าจะเข้าวัยกลางคนแล้ว นอนเอกเขนกกันอยู่ริมถนนอย่างเปิดเผย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_FHwfbCdfIWI/SlNMqYNQfOI/AAAAAAAAAG0/7ILnARSRkEw/s1600-h/Rabindranath_Tagore.jpg"&gt;&lt;img style="float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;width: 176px; height: 200px;" src="http://3.bp.blogspot.com/_FHwfbCdfIWI/SlNMqYNQfOI/AAAAAAAAAG0/7ILnARSRkEw/s200/Rabindranath_Tagore.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5355708672809925858" /&gt;&lt;/a&gt; &lt;font size=2&gt;&lt;strong&gt;ท่านรพินทรนาถ ฐากุร&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;em&gt;"รพินทรนาถ ฐากุร บิดาทางจิตวิญญาณ คนหนึ่งของอินเดีย เป็นบุคคลที่น่าอัศจรรย์ ในประวัติศาสตร์....&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท่านเป็นกวี จิตรกร อีกทั้งเป็นปรัชญาเมธี ผู้ได้ทิ้งรอยประทับไว้ในสากลโลก"&lt;/em&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วารสาร "ไลฟ " &lt;br /&gt;8 พฤษภาคม 2504 &lt;/font&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_FHwfbCdfIWI/SlNNPfbWvsI/AAAAAAAAAG8/LeIRv5D_NEE/s1600-h/1845155.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 320px; height: 213px;" src="http://1.bp.blogspot.com/_FHwfbCdfIWI/SlNNPfbWvsI/AAAAAAAAAG8/LeIRv5D_NEE/s320/1845155.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5355709310403264194" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;p align=center&gt;&lt;font size=2&gt;ย่านบ้านเกิดของท่านรพินทรนาถ ฐากุร&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;ก่อนรับประทานอาหารกลางวันในบ่ายแก่ๆ ของวันนั้นที่ร้านอาหารจีนแห่งหนึ่งในย่านคนรวย จายันต์พาเขาเข้าชม &lt;strong&gt;พระราชวังหินอ่อน &lt;/strong&gt; ซึ่งตั้งอยู่บน &lt;strong&gt;ถนนมุกตารามบาบู&lt;/strong&gt; ทางตอนเหนือของเมืองกัลกัตตา พระราชวังแห่งนี้สร้างขึ้นในปี 1835 โดย &lt;strong&gt; ราชามัลลิก&lt;/strong&gt; ปัจจุบันทายาทได้อนุญาตให้นักท่องเที่ยวเข้าชมได้ แต่วันนั้นไม่ทราบเป็นเพราะอะไร คนเฝ้าประตูไม่ยอมให้เข้า จายันต์จึงต้องหยอดน้ำมันมัคคุเทศก์ของวังไป 100 รูปี และคนเฝ้าประตูอีก 30 รูปีจึงได้รับอนุญาตให้เข้าชม ด้านนอกของวังโบกด้วยปูนทาสีขาว ตัวหินอ่อนนั้นอยู่ภายใน โต๊ะเก้าอี้และสิ่งของเครื่องใช้หลายอย่างทำด้วยหินอ่อน ภายในมีภาพวาด นาฬิกาโบราณ รูปปั้นจากยุโรป และเครื่องเคลือบจากจีน สภาพวังรวมทั้งสิ่งของต่างๆ ดูชำรุดทรุดโทรมและขาดการดูแลรักษาอย่างถูกวิธีและดีพอ เทียบไม่ได้เลยกับการดูแลพระราชวังต่างๆ ในเมืองไทย เมื่อพูดถึงการดูแลรักษานั้น คนไทยที่ไปกัลกัตตาจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า กัลกัตตาเป็นเมืองที่ขาดการบำรุงรักษา เห็นได้จากลิฟท์ตามอาคารต่างๆ จะเก่าและสั่นเทิ้มอย่างน่ากลัวเวลาขึ้นลง นอกจากนี้เมืองทั้งเมืองยังดูเก่า หลายแห่งสกปรก ถ้าบริษัทขายสีบริษัทไหนคิดทำการตลาดด้วยการบริจาคสีและนำไปทาให้ทั่วอาคารบริเวณสี่แยกที่ไหนสักแห่ง จะทำให้สี่แยกนั้นดูสดใสเป็นสวรรค์ขึ้นมาทันที และสีของบริษัทนั้นคงจะขายได้มากขึ้น รัฐบาลท้องถิ่นของกัลกัตตาเวลานี้ซึ่งเป็นรัฐบาลจากพรรคสังคมนิยมคงไม่ถึงกับเห็นว่าการทาสีเมืองให้ดูสะอาดและเจริญหูเจริญตาเป็นเรื่องของการเสพย์สุขดอกกระมัง?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;em&gt;เย็นย่ำวันนั้นของการท่องเที่ยวกัลกัตตา จบลงด้วยการที่จายันต์พาเขาไปดื่มที่ &lt;strong&gt;กัลกัตตากอล์ฟคลับ &lt;/strong&gt;ทางตอนใต้ของเมืองซึ่งจายันต์เป็นสมาชิกอยู่ ตลอดทั้งวันแม้การตระเวนเที่ยวจะเหน็ดเหนื่อยและไปไหนไม่ได้มากนักเนื่องจากอาการหนักหนาของการจราจรในเมืองกัลกัตตา แต่สิ่งหนึ่งที่เขาพบจากการท่องเที่ยวกัลกัตตาวันนั้นคือ เพื่อนใหม่ชาวเบงกาลีแห่งเมืองกัลกัตตาที่ชื่อจายันต์คนนี้ไม่เคยเหน็ดเหนื่อย นอกจากร่วมเดินทางกับเขาแต่เช้าจรดเย็น และพาไปยังที่ต่างๆ ที่เขาอยากไปแล้ว ยังพยายามจะแย่งออกค่าใช้จ่ายต่างๆ แทบทุกครั้งที่มีการจ่ายเงิน แม้กระทั่งการซื้อของที่ระลึกเล็กๆ น้อยๆ กลับเมืองไทย เขาคิดว่าคำกล่าวของคนไทยที่ว่า &lt;br /&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;strong&gt;“เห็นงูกับแขก ให้ตีแขกก่อนงู” นั้น ดูจะไม่เป็นธรรมเอามากๆ กับแขกคนนี้ที่ชื่อ “จายันต์” &lt;/strong&gt;&lt;/em&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;p align=right&gt;24 ตุลาคม 2550&lt;br /&gt;(ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ “สยามรัฐ”&lt;br /&gt; ฉบับวันอาทิตย์ที่ 28 ตุลาคม, &lt;br /&gt;4 พฤศจิกายน และ 11 พฤศจิกายน 2550)&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8475316160078132832-7323731341073299601?l=fiction15705.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://fiction15705.blogspot.com/feeds/7323731341073299601/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8475316160078132832&amp;postID=7323731341073299601' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8475316160078132832/posts/default/7323731341073299601'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8475316160078132832/posts/default/7323731341073299601'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://fiction15705.blogspot.com/2009/07/blog-post.html' title='อรุณสวัสดิ์... กัลกัตตา'/><author><name>ณรงค์ฤทธิ์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07889800071181900994</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='27' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/_FHwfbCdfIWI/SgPomlDpGnI/AAAAAAAAADs/8KwO1ruZ74s/S220/84_2009.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_Aprg4up9nek/SlNu0eGIsVI/AAAAAAAACiM/9bWYbJ1gNgw/s72-c/calcutta04.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8475316160078132832.post-7994676973776655108</id><published>2009-03-09T16:18:00.013+07:00</published><updated>2009-07-07T23:28:19.353+07:00</updated><title type='text'>หากดวงใจมีรัก</title><content type='html'>&lt;strong&gt;ณรงค์ฤทธิ์ ศรีรัตโนภาส&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="mailto:roichaksaam@gmail.com"&gt;roichaksaam@gmail.com&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;ul&gt;&lt;br /&gt; &lt;li&gt;&lt;font size=3&gt;&lt;strong&gt;ถ้าหากดวงใจเธอไร้รัก&lt;/strong&gt;&lt;/font&gt;&lt;/li&gt;&lt;br /&gt; &lt;li&gt;&lt;font size=3&gt;เธอจักพักพิงหนไหน&lt;/font&gt;&lt;/li&gt;&lt;br /&gt; &lt;li&gt;&lt;font size=3&gt;หลับกับอกฟ้ากว้างไกล&lt;/font&gt;&lt;/li&gt;&lt;br /&gt; &lt;li&gt;&lt;font size=3&gt;หรือกับหัวใจที่รอนแรม&lt;/font&gt;&lt;/li&gt;&lt;br /&gt;                  &lt;br&gt;&lt;br /&gt; &lt;li&gt;&lt;font size=3&gt;&lt;strong&gt;ถ้าหากดวงใจเธอไร้รัก&lt;/strong&gt;&lt;/font&gt;&lt;/li&gt;&lt;br /&gt; &lt;li&gt;&lt;font size=3&gt;ฉันอยากเห็นเธอพักที่บ้าน&lt;/font&gt;&lt;/li&gt;&lt;br /&gt; &lt;li&gt;&lt;font size=3&gt;ในคืนเหน็บหนาวร้าวราน&lt;/font&gt;&lt;/li&gt;&lt;br /&gt; &lt;li&gt;&lt;font size=3&gt;คนอยู่ทางบ้านยังคงรอ&lt;/font&gt;&lt;/li&gt;&lt;br /&gt;&lt;/ul&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;สายหมอกหนาที่ชุ่มละอองชื้นเช้าเดือนกุมภาพันธ์ ระบายสีทุ่งข้าวนาปรังที่เพิ่งเริ่มปลูกให้แลเป็นสีเขียวเรื่อขาว ราวกับมีใครเอาแถบผ้าสีขาวบางๆ ขนาดใหญ่มาขึงทาบทุ่งนาสีเขียวไว้ ขณะเดียวกับที่ควันไฟสีเทาจางเริ่มลอยตัวอ้อยอิ่งขึ้นมาทางหลังสุมทุมไม้ไกลโพ้นที่มีกระต๊อบชาวนาปลูกอยู่เดียวดาย การเคลื่อนไหวในครัวไฟก่อนฟ้าสาง บ่งบอกสัญญาณชีวิตชนบทที่กำลังเริ่มต้นวันใหม่ของมันอีกครั้ง&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;span class=fullpost&gt;&lt;br /&gt;แคน คนลิ่นถิ่น ตื่นแต่เช้ามืดที่ยังมองไม่เห็นเส้นลายบนฝ่ามือ เขารีบก่อไฟต้มแกงใส่บาตรเร็วกว่าปกติ เนื่องจากวันนี้เขามีเรื่องสำคัญที่จะต้องรีบทำแต่เช้าตรู่ เขาต้องเข้าไปในตัวจังหวัด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ตื่นแต่ไก่ยังไม่โห่ เก็บดอกไม้กำโตแบบนี้ จะไปให้สาวที่ไหนวะ?” หนุ่ม เพื่อนโตมาด้วยกัน ปัจจุบันแต่งเมียแล้วปลูกกระต๊อบอยู่ปากทางเข้าหมู่บ้านร้องแซวขณะเห็นเขาเดินถือดอกสะเดาดง  สีขาวนวลช่อใหญ่ผ่านบ้านมันไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“วันวาเลนไทน์ซะด้วย ไม่ธรรมดาโว้ย ไอ้แคนเรา!” โจ้ เพื่อนอีกคนบ้านอยู่ติดกันกับบ้านหนุ่มเสริม “มึงจีบแหม่มอยู่เหรอ?” แล้วทั้งคู่ก็หัวเราะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“คนไทยยังหาไม่ได้ ริอ่านกินของนอกแล้วหรือวะ?”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แคนไม่ตอบโต้ เขาถูกแซวจนชินเสียแล้ว จริงสินะ วันนี้ว่ากันว่าเป็นวันวาเลนไทน์ แต่ เอ...ไอ้วาเลนไทน์นี่ มันชื่อเหล้าหรือชื่ออะไรหว่า? แล้วมันเกี่ยวอะไรกับความรัก? ทำไมคนถึงบอกว่ามันเป็นวันแห่งความรัก? ไอ้หนุ่มกับไอ้โจ้คงรู้ หรือบางทีมันอาจไม่รู้ก็ได้ มันก็ได้แต่จำขี้ปากเขามาเหมือนกัน มันไม่ได้รู้อะไรหมดหรอก อย่างน้อยมันก็ไม่รู้ว่าเขาเคยมีคนรักมาแล้ว ก่อนย้ายกลับมาอยู่ที่ลิ่นถิ่นบ้านเกิดอีกครั้งเมื่อสามปีที่ผ่านมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่ลิ่นถิ่น ไม่มีใครเลยสักคนที่จะรู้ว่าแคนเคยมีคนรัก ความรักของเขาเกิดขึ้นเมื่อเจ็ดปีที่แล้วขณะที่เขาเข้าไปแสวงโชคเป็นคนงานเรียงเหล็กอยู่ในโรงงานอุตสาหกรรมหม้อแปลงไฟฟ้าขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง แถวนิคมอุตสาหกรรมบางปู เป็นรักแรกพบและรักต่างชนชั้นคล้ายนิยายน้ำเน่าผสมนิยายเพื่อชีวิต วันนั้นขณะเขากำลังยืนซื้อข้าวเหนียวหมูปิ้งหน้าโรงงาน บังเอิญเหลือบเห็นหญิงสาวผู้หนึ่งตะโกนร้องเรียกชายที่ฉวยของวิ่งหนีไปจากมือเธอให้หยุด เขาไม่รอช้ารีบวิ่งไล่กวดคนร้ายไปและลากตัวเอาของมาคืนเธอจนได้ แต่แล้วเรื่องกลับโอละพ่อ เพราะคนร้ายที่ว่าคือเพื่อนร่วมงานของหญิงสาวที่รีบวิ่งเอาตัวอย่างชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์จากเธอไปให้ผู้จัดการดู แต่ลืมเอาเอกสารประกอบไปด้วย หญิงสาวจึงตะโกนเรียกให้กลับมา อย่างไรก็ดี ความหวังดีที่ผิดพลาดครั้งนี้ กลับส่งผลให้ มุกรวี เจ้าหน้าที่บัญชีสาวจากโรงงานอิเล็กทรอนิกส์ข้างๆ ที่เขาเข้าไปช่วยเหลือเกิดความประทับใจจนกลายเป็นความรักที่ทั้งสองมีให้ต่อกันในเวลาต่อมา นี่คือส่วนที่คล้ายนิยายน้ำเน่า สำหรับส่วนที่คล้ายนิยายเพื่อชีวิตก็เนื่องจากมุกรวีเป็นถึงนักบัญชีสาวและค่อนไปทางสวย ทำงานในโรงงานฝรั่ง จบการศึกษาปริญญาตรี เงินเดือนกว่าสองหมื่น ขณะที่แคนหน้าตาแบบหนุ่มบ้านๆ จบมัธยมสาม เป็นแค่คนงานเรียงเหล็กที่เงินเดือนบวกโอ.ที.แล้วยังได้ไม่ถึงหมื่น แต่ความแตกต่างดังกล่าวไม่เคยเป็นอุปสรรคสำหรับความรักที่ตั้งอยู่บนฐานของความดีงามที่ทั้งคู่มีให้ต่อกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งความคิดอ่านและความประพฤติที่มีต่อครอบครัวและต่อสังคมของแคนที่ดูล้ำหน้าก้าวไกลกว่าฐานะทางการศึกษาและการงานของเขามาก และนี่เองที่ทำให้มุกรวีตัดสินใจคบหาสมาคมกับแคนฉันคนรักอย่างเต็มใจ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ความรักของแคนกับมุกรวีน่าจะไปได้ดี ถ้าไม่เกิดเรื่องนี้ขึ้นเสียก่อน.....!&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;“ถ้าพี่ยังเลิกกับคนที่บ้านไม่ได้ เราก็ไม่ควรคบกันต่อ” มุกรวียื่นคำขาด โดยที่แคนยังไม่ทันได้ตั้งตัว เขาไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะมีวันนี้ และไม่คิดว่ามุกรวีจะผิดสังเกตในสิ่งที่เขาทำ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;“สี่ปีที่เราคบกันมา พี่ปิดฉันมาตลอด พี่ลางานกลับบ้านเมืองกาญจน์ทุกปีในวันวาเลนไทน์ วันที่ใครๆ เขาได้ดอกไม้จากคนรัก แต่ฉันนอกจากไม่ได้แล้ว พี่ยังกลับบ้านไปหาคนอื่น”&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;พอแคนตั้งสติได้ มุกรวีก็จากไปแล้ว เธอจากไปจากชีวิตเขาหลังจากที่ทนอัดอั้นตันใจมาตลอดสี่ปีที่คบกันโดยไม่เคยปริปากถึงความในใจนี้มาก่อน แคนพยายามหาโอกาสปรับความเข้าใจ ลงทุนไม่ทำโอ.ที.เพื่อไปดักรอเธอหน้าโรงงานฝรั่งบ้าง ไปเฝ้ารอที่บ้านพักของเธอบ้าง แต่มุกรวีก็ไม่เคยให้โอกาสเขาได้พบ ซ้ำร้ายกว่านั้น เขาเห็นเจ้า “คนร้าย” ที่เขาเคยไล่จับไปไหนมาไหนกับเธอถี่ขึ้นทุกวัน จนในที่สุดแคนเริ่มตระหนักถึงความแตกต่างระหว่างเธอกับเขา เริ่มยอมรับว่าดวงใจรักของมุกรวีมิได้มีไว้เพื่อเขา แคนเริ่มคิดถึงบ้าน คิดถึงลิ่นถิ่นที่เขาเติบโตและจากมันมา&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;strong&gt;แคนหอบดอกสะเดาดงก้าวลงจากรถประจำทางที่พาเขาจากลิ่นถิ่น ผ่านไทรโยคน้อย พุเตย พุองกะ เข้ามายังตัวจังหวัดกาญจนบุรี เป็นสายของวันที่แดดอ่อนและลมพัดริน เขาตรงต่อไปยังโรงพยาบาลประจำจังหวัด ตรงไปยังอนุสาวรีย์หนึ่งที่ตั้งตระหง่านอยู่ภายในบริเวณโรงพยาบาล วางดอกสะเดาดงสีขาวนวลช่อใหญ่ลงแล้วก้มลงกราบอย่างนอบน้อม ก่อนเงยหน้าขึ้นมองดวงหน้าเยี่ยงชายชาติทหารของรูปปั้นนั้น พลันเสียงหนึ่งดังขึ้นขณะสายตาของเขาเหลือบไปเห็นเจ้าของเสียงเข้าพอดี&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“พี่แคน พี่มาที่นี่จริงๆ พี่เอาดอกไม้มากราบที่อนุสาวรีย์นี้ทุกวันวาเลนไทน์ทำไม?” มุกรวีพรั่งพรูทั้งคำพูดและคำถาม โดยที่แคนยังไม่หายตกตะลึงเพราะคาดไม่ถึงว่าจะได้เจอคนที่เขาไม่เคยหมดรักอีกครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจอที่ตรงนี้&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;“พี่พยาบาลที่ลาออกมาดูแลแม่ที่เมืองกาญจน์พร้อมๆ กับที่พี่ลาออกจากงานที่บางปูเมื่อสามปีก่อน บอกฉันว่าเห็นพี่เอาดอกไม้มาไหว้ที่นี่ในวันวาเลนไทน์ทุกปี ที่พี่ลางานมาทุกปีก็เพราะพี่มาที่นี่หรอกหรือ?”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แคนพยักหน้าช้าๆ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;em&gt;“ปู่พี่เป็นนายทหารเล็กๆ รับใช้ท่านพระยาพหลพลพยุหเสนาตั้งแต่ท่านยังเป็นพันเอกนายทหารปืนใหญ่ จนท่านนำคณะราษฎรเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบอบประชาธิปไตย เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นพลเอก และถึงแก่อสัญกรรมเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2490 ด้วยการครองชีวิตที่เรียบง่าย สมถะ ทุ่มเททำงานและซื่อสัตย์สุจริตต่อชาติบ้านเมือง กระทั่งเมื่อถึงแก่อสัญกรรม สมบัติมีค่าสักชิ้นก็แทบไม่มี ปู่เล่าให้พ่อ และพ่อก็เล่าให้พี่ ครอบครัวของคนเล็กๆ อย่างเราจึงรำลึกถึงท่านและนำดอกไม้มาคารวะที่อนุสาวรีย์ของท่านด้วยความรักและความเคารพทุกวันที่ 14 กุมภาพันธ์เป็นประจำ แม้ดูเหมือนว่าเมืองไทยและคนไทยจะลืมท่านและลืมวันนี้ไปแล้วก็ตาม”&lt;/em&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มุกรวีน้ำตาคลอ เธออยากพูดแต่พูดไม่ออก ผู้ชายคนนี้มีอะไรมากกว่าที่เธอคิด &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;“ฉันนี่โง่จริงๆ คิดเองเออเองมาโดยตลอด แต่ฉันอยากบอกพี่ว่าตลอดสามปีที่ผ่านมา ฉันไม่เคยหยุดรักพี่เลยแม้สักวัน” มุกรวีสารภาพ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“หากดวงใจพี่ยังมีรักให้ฉัน เรามาเริ่มต้นกันใหม่ได้มั้ยพี่? ลิ่นถิ่นยังมีที่ว่างสำหรับนักบัญชีโง่ๆ อย่างฉันซักคนไหม?”&lt;br /&gt; &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;p align=right&gt;&lt;font size=2&gt;กุมภาพันธ์ 2552&lt;br /&gt;ตีพิมพ์ครั้งแรกในวารสาร CUSTOMER FOCUS &lt;br /&gt;ฉบับที่ 4 (มค. - มีค. 2552)ของบริษัท ถิรไทย จำกัด (มหาชน)&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;hr&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;*&lt;/strong&gt;&lt;font size=2&gt;&lt;strong&gt;ดอกสะเดาดง &lt;/strong&gt;เป็นดอกไม้ประจำจังหวัดกาญจนบุรี ดอกออกเป็นช่อสีขาว เรียกกันหลายชื่อ เช่น ดอกกาญจนิกา,ดอกลั่นทมเขา หรือ ดอกแคเขา ก็มี&lt;/font&gt;&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_FHwfbCdfIWI/SbTl3TAl01I/AAAAAAAAABk/2CuBiBQDp2s/s1600-h/kanchanika.jpg"&gt;&lt;img style="float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;width: 200px; height: 186px;" src="http://1.bp.blogspot.com/_FHwfbCdfIWI/SbTl3TAl01I/AAAAAAAAABk/2CuBiBQDp2s/s200/kanchanika.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5311122598734975826" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;font size=2&gt;ดอก กาญจนิกา มีชื่อพื้นเมืองว่า ลั่นทมเขา แคเขา หรือสะเดาดง เป็นสกุลพันธุ์ไม้พื้นเมืองของไทย มีเขตการกระจายพันธุ์จำกัดอยู่เฉพาะบนเขาหินปูนในประเทศไทยเท่านั้น เป็นไม้ขนาดเล็ก - กลาง สูง 5-15 เมตร แตกกิ่งต่ำ เรือนยอดเป็นพุ่มกลใบเป็นใบประกอบแบบขนนกชั้นเดียวยาว 17-35เซนติเมตร ดอกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง ช่อดอกยาว 20-35เซนติเมตรแต่ละช่อมีดอกจำนวนมาก กลีบนอกติดกันเป็นหลอดสั้นๆ กลีบดอกขนาดใหญ่ติดกันกล้ายรูปแตร ยาว 4-6เซนติเมตรสีม่วงอ่อน สีจะซีดเมื่อดอกใกล้ร่วง&lt;/font&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8475316160078132832-7994676973776655108?l=fiction15705.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://fiction15705.blogspot.com/feeds/7994676973776655108/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8475316160078132832&amp;postID=7994676973776655108' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8475316160078132832/posts/default/7994676973776655108'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8475316160078132832/posts/default/7994676973776655108'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://fiction15705.blogspot.com/2009/03/blog-post.html' title='หากดวงใจมีรัก'/><author><name>ณรงค์ฤทธิ์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07889800071181900994</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='27' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/_FHwfbCdfIWI/SgPomlDpGnI/AAAAAAAAADs/8KwO1ruZ74s/S220/84_2009.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_FHwfbCdfIWI/SbTl3TAl01I/AAAAAAAAABk/2CuBiBQDp2s/s72-c/kanchanika.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8475316160078132832.post-4710166619669984359</id><published>2008-10-27T20:36:00.017+07:00</published><updated>2009-07-07T23:29:44.019+07:00</updated><title type='text'>ราชดำเนิน</title><content type='html'>ณรงค์ฤทธิ์ ศรีรัตโนภาส&lt;br /&gt;&lt;a href="mailto:roichaksaam@gmail.com"&gt;roichaksaam@gmail.com&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_FHwfbCdfIWI/SQXNNWltXWI/AAAAAAAAAAw/WoHzuj09v1k/s1600-h/Pq2m9Gor-9702da8a1167f61ba6036826d7d5bd9c.jpg"&gt;&lt;img style="float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;width: 178px; height: 200px;" src="http://2.bp.blogspot.com/_FHwfbCdfIWI/SQXNNWltXWI/AAAAAAAAAAw/WoHzuj09v1k/s200/Pq2m9Gor-9702da8a1167f61ba6036826d7d5bd9c.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5261837368938028386" /&gt;&lt;/a&gt; ถนนราชดำเนินสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 ระหว่างปี พศ. 2442 ถึงปี พศ. 2446 เพื่อใช้เป็นเส้นทางเสด็จพระราชดำเนินจากพระบรมมหาราชวัง กับพระราชวังดุสิต ถนนแบ่งเป็น 3 ช่วงคือ ราชดำเนินนอก ราชดำเนินกลาง และราชดำเนินใน โดยการสร้างถนนสายนี้ นอกจากจะโปรดเกล้าฯ ให้สร้างถนนขนาดกว้างแล้ว ยังโปรดเกล้าฯ ให้สร้างสถานที่ราชการสำคัญๆ ขึ้นมาทั้ง 2 ฟากถนน แนวพระราชดำริในการสร้างถนนสายนี้บ้างว่าทรงได้มาจากถนนชอง เอลิเซ่ ในกรุงปารีส บ้างว่าทรงได้มาจากการสร้าง Queen`s Walk ในย่าน Green Park ของกรุงลอนดอน จากนั้นจึงทรงพระราชทานนามว่า ถนนราชดำเนิน ตามชื่อ Queen`s Walk ซึ่งหมายถึง ทางที่กษัตริย์เดิน นั่นเอง&lt;br /&gt;&lt;span class=fullpost&gt;&lt;br /&gt;หนึ่งร้อยกับอีกห้าปีของถนนราชดำเนิน โดยเฉพาะช่วงเจ็ดสิบหกปีมานี้ ถนนสายนี้เป็นทางเดินของประชาชนมากกว่าของกษัตริย์ ถนนได้บันทึกเหตุการณ์ เรื่องราว และความเปลี่ยนแปลง, บันทึกความขัดแย้ง การต่อสู้ ชัยชนะ และความพ่ายแพ้, บันทึกการสูญเสียของชีวิต เลือดเนื้อ ความรู้สึก และหยาดน้ำตา, บันทึกการเกิดขึ้น ดับไปของวีรชน และทรราช ไม่เว้นแม้ชีวิตคนนิรนาม นักเดินทางผู้รอนแรม โสเภณี และคนไร้บ้าน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;“ราชดำเนินน่าเดิน เพลิดเพลินเรียบร้อยพราวพรรณ....” &lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;เสียงเพลงสุนทราภรณ์พลิ้วแผ่วแว่วแทรกสายลมริน ผสานกลิ่นกรุ่นละอองดินที่ละเลียดอ้อยอิงมากับปรายฝนสาดกระเซ็นของค่ำคืนท้ายเดือนตุลาฯ&lt;br /&gt;&lt;blockquote&gt;“สมนามสำคัญเฉิดฉันอำไพ&lt;br /&gt;แสงไฟแสงโคมเล้าโลมฤทัย&lt;br /&gt;ทั้งเมืองวิไลคล้ายยามทิวา......&lt;br /&gt;“ยอดมณฑปช่อฟ้าตระการ&lt;br /&gt;สำเริงสำราญสถานเวียงชัย&lt;br /&gt;เหมือนเมืองสวรรค์ของชาวไทย&lt;br /&gt;ชนทั้งเมืองรุ่งเรืองวิไล&lt;br /&gt;ถ้วนทั่วทุกวัยเลิศจริงหญิงชาย&lt;br /&gt;ดังจะข่มอัปสรเทวา&lt;br /&gt;ยิ้มยวนเย้าตาดูแล้วสบาย&lt;br /&gt;หรือเป็นชาวฟ้ามาเดินกราย&lt;br /&gt;เมืองนั้นงามดั่งเทพนิยาย&lt;br /&gt;ทั้งหญิงและชายแต่งกายสวยดี....”&lt;/blockquote&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ลำนำเพลงขับขานชวนให้หวนรำลึกถึงวันวานของราชดำเนินที่สนามหลวงยังเต็มไปด้วยแผงลอยและร้านรวงชั่วคราวทุกเสาร์อาทิตย์ &lt;/strong&gt;รวมทั้งแผงหนังสือสารพัดที่เปิดต้อนรับหนอนทุกเพศทุกวัยทุกวี่วัน ท้องฟ้าเหนือถนนราชดำเนินวันนั้นยกเพดานสูงโล่งลิ่วจนแลเวิ้งว้างและว่างเปล่าไม่เกี่ยวข้องผูกพันกับสิ่งใด รอกระทั่งฤดูหนาวปลายปีที่บรรดานักเลงว่าวจะพาปักเป้ากับจุฬาตัวเก่งออกมาเริงร่ายว่ายฟ้าประกาศศักดาความคมแห่งสายป่านและชั้นเชิงการสาวและผ่อนของผู้เป็นเจ้าของ ขณะที่สวนอัมพรก็คึกคักครื้นเครงด้วยงานกาชาด และร้านอาหารเก่าแก่อย่าง “ศรแดง” ตรงวงเวียนอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยก็ไม่เคยว่างเว้นนักชิมทั้งขาจรและขาประจำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_FHwfbCdfIWI/SQXUYwGwTyI/AAAAAAAAABA/4H7QGkKHhA0/s1600-h/oldbkk14.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 320px; height: 259px;" src="http://3.bp.blogspot.com/_FHwfbCdfIWI/SQXUYwGwTyI/AAAAAAAAABA/4H7QGkKHhA0/s320/oldbkk14.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5261845261347475234" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;น่าเสียดายที่ราชดำเนินวันนี้แตกต่างจากราชดำเนินที่เคยรู้จัก&lt;br /&gt;และที่วงสุนทราภรณ์บรรเลงบรรยาย&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป็นราชดำเนินที่เต็มไปด้วยยางรถยนต์และเครื่องกีดขวางมากเกินกว่าจะ&lt;br /&gt;“น่าเดินเพลิดเพลินเรียบร้อยพราวพรรณ”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป็นราชดำเนินที่คนถ้าสามารถรวมกันได้เป็นฝูง ก็สามารถทำอะไรได้โดยไม่ต้องเคารพกฎหมายและไม่ต้องเคารพสิทธิเสรีภาพของใคร ในขณะที่เรียกร้องไม่ให้ใครมาทำอะไรกับพวกตน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป็นราชดำเนินที่คนสองกลุ่มที่เคยกอดคอร่วมเป็นร่วมตายกัน ต่อสู้เผด็จการโดยเอาชีวิตเป็นเดิมพันมาด้วยกัน ล้มลุกคลุกคลานหนีห่ากระสุนและลูกระเบิดของตำรวจทหารตั้งแต่เหตุการณ์ 14 ตุลาฯ, 6 ตุลาฯ ก่อนกอดคอกันเข้าป่าและออกมาเผชิญเหตุการณ์พฤษภาทมิฬด้วยกัน ต้องมาแตกแยกห้ำหั่นกันเพราะค่านิยมและผลประโยชน์ที่แตกต่างกัน แม้ทั้งสองฝ่ายจะอ้างว่าทำเพื่อรักษาระบอบประชาธิปไตยเหมือนๆ กัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป็นราชดำเนินที่คนพร้อมจะโห่ตะเพิดกัน กลุ้มรุมทำร้ายกระทั่งเข่นฆ่าทารุณกันเพียงเพราะอีกฝ่ายไม่เห็นด้วยกับตนหรือไม่ใช่พวกของตน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป็นราชดำเนินของคนเสื้อเหลืองกับคนเสื้อแดง ที่คนใส่เสื้อสีอื่นต้องค่อยๆ แอบเดินอย่างเจียมเนื้อเจียมตัว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;เป็นราชดำเนินที่ดุดัน ก้าวร้าว ดื้อดึงและเอาแต่ใจ&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เอาแต่ใจที่ไม่รู้จักประมาณ ไม่รู้จักหยุด ไม่รู้จักถอย คิดแต่จะเอาชนะแม้ด้วยวิธีที่ป่าวร้องให้ขุนศึกออกมารัฐประหาร และตั้งเครื่องบวงสรวงบูชาให้ทวยเทพเทวาบนฟ้ามาช่วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เอาแต่ใจที่คิดแต่จะเอาชนะโดยไม่รู้จักแยกแยะถูกผิดดีชั่ว สนับสนุนแม้กระทั่งคนที่โกงชาติกินเมืองให้กลับมาผูกขาดอำนาจอีกครั้ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ผู้คนบนถนนราชดำเนินวันนี้เกรี้ยวกราด ไม่น่ารัก และเพดานฟ้าเหนือถนนราชดำเนินวันนี้ก็มิได้สูงโล่งลิ่วจนแลเวิ้งว้างและว่างเปล่าเหมือนวันก่อน หากเต็มไปด้วยม่านเมฆทมึนที่ลดระดับต่ำลงอย่างน่าใจหาย มันบ่งบอกเค้าลางก่อนพายุฝนกระหน่ำอย่างไม่ลืมหูลืมตา!&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div align=right&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;26 ตุลาคม 2551&lt;br /&gt;ตีพิมพ์ครั้งแรกในวารสาร CUSTOMER FOCUS&lt;br /&gt;ฉบับที่ 3(ต.ค.-พ.ย. 2551)&lt;br /&gt;ของบริษัท ถิรไทย จำกัด (มหาชน)&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8475316160078132832-4710166619669984359?l=fiction15705.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://fiction15705.blogspot.com/feeds/4710166619669984359/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8475316160078132832&amp;postID=4710166619669984359' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8475316160078132832/posts/default/4710166619669984359'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8475316160078132832/posts/default/4710166619669984359'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://fiction15705.blogspot.com/2008/10/blog-post.html' title='ราชดำเนิน'/><author><name>ณรงค์ฤทธิ์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07889800071181900994</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='27' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/_FHwfbCdfIWI/SgPomlDpGnI/AAAAAAAAADs/8KwO1ruZ74s/S220/84_2009.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_FHwfbCdfIWI/SQXNNWltXWI/AAAAAAAAAAw/WoHzuj09v1k/s72-c/Pq2m9Gor-9702da8a1167f61ba6036826d7d5bd9c.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8475316160078132832.post-7749106081938332373</id><published>2008-08-05T16:59:00.007+07:00</published><updated>2009-07-07T23:30:50.401+07:00</updated><title type='text'>ถนน</title><content type='html'>ณรงค์ฤทธิ์ ศรีรัตโนภาส&lt;br /&gt;&lt;a href="mailto:roichaksaam@gmail.com"&gt;roichaksaam@gmail.com&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ทางเข้าบ้านเป็นถนนดินถมเลียบไปตามคูน้ำ&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;เป็นถนนที่เชื่อมคนในหมู่บ้านกับความเปลี่ยนแปลงซึ่งอยู่ภายนอก&lt;br /&gt;ไม่มีใครสนใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นบนถนนสายนี้มากนัก&lt;br /&gt;เด็กสองคนกำลังออกจากบ้าน&lt;br /&gt;เพื่อจะยืนรอรถที่มารับไปยังโรงงาน&lt;br /&gt;เด็กอีกคนกำลังกระเดียดกระจาดดินสอพอง&lt;br /&gt;เธอคงนำมันไปยังตลาด และขาย&lt;br /&gt;เด็กเล็กเล็กอีกหลายคนวิ่งตามแม่ และไม่รู้จะทำอะไร&lt;br /&gt;&lt;span class=fullpost&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;บนถนนดินถมเลียบไปตามคูน้ำสายเดียวกันนั้น&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;ที่ครั้งหนึ่งเคยนำฉันออกจากบ้านไปสู่ &lt;strong&gt;โรงเรียน&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;มันไม่ใช่ถนนที่ทอดไปสู่ &lt;strong&gt;โรงงาน &lt;/strong&gt;หรือ &lt;strong&gt;ตลาด&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;มันมักทอดผ่านไม่โรงเรียนก็สนามเด็กเล่นอยู่เสมอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;em&gt;เป็นถนนสายที่คนร่วมเดินไปด้วยกัน แต่จุดหมายเท่านั้นที่แตกต่างกัน&lt;br /&gt;ถนนสายที่โอกาสของคนเดินเท้ามีไม่เท่ากัน&lt;br /&gt;แม้แต่ละคนจะพยายามฝันถึงเส้นทางอันเดียวกัน&lt;/em&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;บนถนนดินถมเลียบไปตามคูน้ำ ขรุขระ และชื้นแฉะเป็นบางตอน&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;ฉันได้กลับมาที่นี่อีกครั้งหนึ่ง ขณะเด็กหลายคนกำลังออกจากบ้าน&lt;br /&gt;น้ำในคูยังใส เขียว และดอกต้อยติ่งยังแต้มสีม่วงเศร้าประปราย&lt;br /&gt;เด็กเด็กไม่สนใจกับดอกต้อยติ่ง&lt;br /&gt;ไม่มีใครเด็ดมันมาปั่นให้ดอกหมุนติ้วลงดิน&lt;br /&gt;พวกเขากำลังออกจากบ้าน&lt;br /&gt;ไปโรงงาน ไปตลาด ไปกับแม่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;บนถนนดินถมเลียบไปตามคูน้ำสายนี้&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;เด็กเด็กหลายคนทำให้ฉันนึกถึงเด็กอีกหลายคน&lt;br /&gt;ที่เคยวิ่งเล่นด้วยกัน ก่อนที่ &lt;strong&gt;โรงงาน&lt;/strong&gt; และ &lt;strong&gt;โรงเรียน&lt;/strong&gt; จะแยกเราออกจากกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;เราไม่มีสิทธิ์ที่จะคิดได้ว่า ใครจะต้องถูกส่งไปโรงงาน&lt;br /&gt;และใครควรถูกส่งไปโรงเรียน&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และบนผืนดินที่เราต่างเติบโตขึ้นมาด้วยกัน&lt;br /&gt;เบื้องหน้ากฎหมายฉบับเดียวกัน&lt;br /&gt;ผูกพันเป็นญาติเดียวกัน&lt;br /&gt;ภายใต้รัฐบาลชุดเดียวกัน&lt;br /&gt;และเสียภาษีเหมือนเหมือนกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ทำไมเราจึงไม่ควรมีชีวิตที่เท่ากัน?&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และขณะที่เรากำลังอยู่ในห้องเรียน&lt;br /&gt;เด็กเด็กอีกหลายคน ซึ่งบางทีอาจไม่ใช่เพื่อนของเราเสียแล้วเหล่านั้นล่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;พวกเขาไปทำอะไรกันอยู่ในโรงงาน?&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;em&gt;เขียนเมื่ออายุ 22 ปี ขณะเป็นนักศึกษานิติศาสตร์ ปีที่ 4 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (พ.ศ. 2516) และมองหาเพื่อนสมัยที่เคยเรียนร่วมกันชั้นประถมไม่พบเลยสักคนในที่นั้น&lt;br /&gt;ตีพิมพ์ครั้งแรกใน “หนังสือรวมข้อคิดข้อเขียนของนักศึกษา/ประชาชน” (ลอมฟาง) ฉบับ “ไท” พ.ศ. 2516&lt;br /&gt;ตีพิมพ์ครั้งที่สองในวารสาร CUSTOMER FOCUS ฉบับที่ 2 (ส.ค.-ก.ย. 2551) ของบริษัท ถิรไทย จำกัด (มหาชน)&lt;/em&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8475316160078132832-7749106081938332373?l=fiction15705.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://fiction15705.blogspot.com/feeds/7749106081938332373/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8475316160078132832&amp;postID=7749106081938332373' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8475316160078132832/posts/default/7749106081938332373'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8475316160078132832/posts/default/7749106081938332373'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://fiction15705.blogspot.com/2008/08/blog-post.html' title='ถนน'/><author><name>admin</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='25' height='32' src='http://bp3.blogger.com/_Aprg4up9nek/SHLZ9VQ276I/AAAAAAAAAlw/Q3Aqfx8muJU/S220/man_with_laptop_flying_md_wht.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8475316160078132832.post-1013983778826203308</id><published>2008-06-30T23:28:00.004+07:00</published><updated>2009-07-07T23:32:35.267+07:00</updated><title type='text'>ฝันจางที่หางดง</title><content type='html'>ณรงค์ฤทธิ์ ศรีรัตโนภาส&lt;br /&gt;ผู้อำนวยการสำนักที่ปรึกษาร้อยชักสาม&lt;br /&gt;&lt;a href="mailto:roichaksaam@gmail.com"&gt;roichaksaam@gmail.com&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อคุณอายุมากขึ้น ความทรงจำบางอย่างจะค่อยๆ เดินทางกลับมาเยี่ยมเยือนคุณ หลังจากที่คุณเคยทอดทิ้งมันไว้หรือทำมันหล่นหายไปในมุมใดมุมหนึ่งของซอกหลืบแห่งความลืมเลือนที่กาลเวลาคอยช่วยกลบฝังมันไว้อีกชั้น...จนจมลึกและเนิ่นนาน&lt;br /&gt;&lt;span class=fullpost&gt; &lt;br /&gt;เล่าเส่ง ก็เหมือนชนเผ่าชราทั่วไปที่บ่อยครั้งใช้เวลาส่วนใหญ่ของวันจมอยู่กับความทรงจำในอดีต เกือบสามสิบปีแล้วสิหนอที่แกหอบหิ้ว เนี่ยเหย่อ คนรักพร้อม เจ้อตั่ว ลูกชายที่เป๊อะติดหลัง (ผูกติดกับเป้หลัง) เดินลงจากภูชี้ฟ้า ทิ้งยอดดอยผาหม่นด้นดั้นเดินฝ่ามายังเทิง พาน แม่สรวย และเวียงป่าเป้า ตัดเข้าพร้าว แม่แตง แม่ริม ผ่านตัวเมืองเชียงใหม่ ก่อนจะหยุดลง ณ จุดสุดท้ายที่บ้านถวาย หางดง แต่ละที่ที่แกผ่านล้วนเต็มไปด้วยเรื่องราวและความฝัน ความหวังและการรอคอย...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; “กู๋เหนียก้อ” (ข้ารักเจ้า)&lt;br /&gt; “กู๋จี่เหนียก้อ” (ข้าไม่รักเจ้า)&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;แกหวนคำนึงถึงเมื่อครั้งบอกรักกับเนี่ยเหย่อระหว่างโยนลูกช่วงในงานประเพณีปีใหม่ม้งเมื่อครั้งที่ทั้งคู่ยังเป็นนักรบและผู้ปฏิบัติงานของกองทัพปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทย &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;“แต่งงานแล้วข้าจะไม่ทุบตีเจ้า มีลูกแล้วข้าจะให้ลูกเป็นทหาร” แกให้สัญญาพร้อมกับวาดฝันไปถึงอนาคตของลูกที่จะถือกำเนิดและเติบโตบนยอดดอยแห่งป่าดิบเขาภูชี้ฟ้า เจ้อตั่วจะต้องเติบโตขึ้นเป็นทหารที่ดี ร่างกายของมันใหญ่โตตั้งแต่เด็กๆ มันจะต้องปกปักรักษาฐานที่มั่น รักษาชุมชนชาวม้ง รักษาวัฒนธรรมประเพณีม้งไว้ด้วยชีวิตของมัน เสียดายที่การปฏิวัติพ่ายแพ้ไปก่อน คิดถึงตอนนี้แล้วเล่าเส่งก็รู้สึกเหงาและเศร้าขึ้นมาทันที แกพยายามหลุดออกจากความรู้สึกนี้ด้วยการใช้สิ่วอันเล็กแต่งเส้นขอบตารูปแกะสลักไม้ซึ่งต้องใช้สมาธิเป็นอย่างมาก ฝีมือแกะสลักไม้ของแกนั้นเป็นที่เลื่องลือไปทั่วเทือกดอยผาหม่น แกฝันจะใช้ความสามารถนี้แกะสลักวิถีชีวิตคนม้งให้พวกคนเมืองทั้งหลายดู พวกเขาจะได้เข้าใจและไม่ดูถูกคนม้ง&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;“เทศกาลกินข้าวใหม่กำลังจะเริ่มแล้ว ถ้าเป็นสมัยก่อนพวกเราจะมีความสุขมาก เชิญเพื่อนบ้านและผู้เฒ่าผู้แก่มาร่วมพิธี ข้าวใหม่นั้นหอมและหวานมากทีเดียว เจ้อตั่วเจ้าคงจำไม่ได้แล้วเพราะตอนนั้นเจ้ายังเล็กอยู่” แกนึกถึงคำสนทนาเมื่อค่ำวานนี้ระหว่างนั่งกินข้าวกับลูกเมีย แกกับเนี่ยเหย่อมีส่วนที่เหมือนกันตรงที่ต่างภาคภูมิใจและโหยหาแบบวิถีชีวิตดั้งเดิมของชนชาติม้ง ทั้งสองพยายามถ่ายทอดเรื่องราวเหล่านี้ให้กับเจ้อตั่วเพื่อทดแทนที่เจ้อตั่วไม่ได้มีโอกาสใช้ชีวิตบนภูดอยอย่างที่คนม้งควรจะมี ไม่เพียงแต่ประเพณีปีใหม่ม้ง กับพิธีกินข้าวใหม่เท่านั้น พิธีอัวเน้งที่หมอผีเคาะเจียเน้ง (ห่วงวงกลมที่มีลูกกระพรวนติดอยู่) แล้วโยนกัวะ (เขาวัวหรือเขาควายผ่าครึ่ง) เสี่ยงทายเพื่อช่วยผู้ป่วยหรือผู้เคราะห์ร้าย พิธีใส่กำไลคอ พิธีสู่ขวัญตั้งชื่อ พิธีสร้างสะพานต้อนรับขวัญ พิธีล้อมขวัญของครอบครัว แม้กระทั่งความงดงามของภูชี้ฟ้ากับเทือกดอยผาหม่นที่ห่มไว้ด้วยสีชมพูสะพรั่งของดอกนางพญาเสือโคร่งในเดือนมกรากับสีขาวสะอาดของดอกเสี้ยวบานในเดือนกุมภา แกกับเนี่ยเหย่อก็เพียรเล่าให้เจ้อตั่วฟังจนหมดสิ้น เจ้อตั่วจะต้องเติบโตเป็นคนม้งไม่ใช่คนเมือง แกตั้งความหวังและฝันถึงวันที่จะได้มีโอกาสกลับไปใช้ชีวิตที่อบอุ่นและใสสะอาดบนภูดอยอีกครั้ง ชีวิตชนเผ่าที่รักใคร่ปรองดอง ชีวิตที่ “ปิดประตูก็เป็นหนึ่งครอบครัว เปิดประตูก็เป็นหนึ่งหมู่บ้าน” อย่างที่ภาษิตม้งกล่าวไว้&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;“น่อหมอลอจีเตา?”  (กินข้าวหรือยังพ่อ?) เจ้อตั่วร้องถามพร้อมกับยื่นถุงให้&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;“บิ๊แหมะขอแมะโดแน่กะไก่กะป๋าขอเชะเต้อ” เจ้อตั่วบอกก่อนจากไป มันเพิ่งได้รับแต่งตั้งเป็นหัวหน้ากะของ รปภ.ที่ห้างฝรั่งฝั่งตรงข้ามกับโรงงานแกะสลักไม้ที่แกทำงานอยู่ ผู้จัดการบอกว่าตัวมันใหญ่โตดี มันคงเป็นหัวหน้ายามที่ดีได้&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;เล่าเส่งวางบิ๊กแมคกับไก่กระเป๋าลงข้างๆ อย่างเลื่อนลอย พร้อมกับไถสิ่วไปตามเส้นขอบโค้งของรูปแกะสลักไม้ที่ไม่ใช่รูปวิถีชีวิตคนม้งอย่างที่แกเคยฝันไว้ แต่เป็นรูป ฮก ลก ซิ่ว เทพเจ้าแห่งเกียรติยศโชคลาภที่แกไม่เคยรู้จักและไม่เคยแผ้วพานเข้ามาในชีวิตแกเลย พลันน้ำตาที่เอ่อท้นเบ้าก็หยดลงบนรูปแกะสลักโดยที่แกไม่รู้ตัว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;p align=right&gt;&lt;font size="2"&gt;3 มิถุนายน 2551&lt;br /&gt;ตีพิมพ์ครั้งแรกในวารสาร CUSTOMER FOCUS ของบริษัท ถิรไทย จำกัด (มหาชน)&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8475316160078132832-1013983778826203308?l=fiction15705.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://fiction15705.blogspot.com/feeds/1013983778826203308/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8475316160078132832&amp;postID=1013983778826203308' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8475316160078132832/posts/default/1013983778826203308'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8475316160078132832/posts/default/1013983778826203308'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://fiction15705.blogspot.com/2008/06/blog-post_30.html' title='ฝันจางที่หางดง'/><author><name>admin</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='25' height='32' src='http://bp3.blogger.com/_Aprg4up9nek/SHLZ9VQ276I/AAAAAAAAAlw/Q3Aqfx8muJU/S220/man_with_laptop_flying_md_wht.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8475316160078132832.post-8028636988557144332</id><published>2008-06-30T22:55:00.014+07:00</published><updated>2009-07-07T23:26:38.261+07:00</updated><title type='text'>บทกวีแห่งวันวานอันสับสน</title><content type='html'>ณรงค์ฤทธิ์ ศรีรัตโนภาส&lt;br /&gt;ผู้อำนวยการสำนักที่ปรึกษาร้อยชักสาม&lt;br /&gt;&lt;a href="mailto:roichaksaam@gmail.com"&gt;roichaksaam@gmail.com&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บทกวีทั้งห้าบทนี้  สี่บทแรกเขียนที่เมืองคุนมิง สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างปีคศ.1979 ถึงปีคศ.1983 ซึ่งเป็นห้วงเวลาที่เกิดวิกฤติศรัทธาในหมู่นักเรียนนักศึกษาและประชาชนที่มุ่งมั่นต่อสู้เพื่อให้ประเทศชาติหลุดพ้นจากระบอบเผด็จการและประชาชนมีสิทธิประชาธิปไตยอย่างแท้จริง  บทกวีสะท้อนความรู้สึกที่ทั้งสมหวังและผิดหวัง  ทั้งยังมีความหวังเล็กๆ และความสงสัยไม่แน่ใจต่ออนาคตของขบวนปฏิวัติเวลานั้น  บทกวีชิ้นสุดท้ายเขียนที่เมืองไทยในปี คศ.1985 สะท้อนความรู้สึกที่เห็นอกเห็นใจและเข้าใจต่อความพ่ายแพ้ที่ผ่านมา แต่กระนั้นก็ยังทิ้งร่องรอยแห่งความวาดหวังที่มีต่อการต่อสู้เพื่อสังคมอันดีงามของประชาชาติไทย&lt;br /&gt;&lt;span class=fullpost&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;“บทกวีไว้อาลัยมิตร สมานันท์”&lt;/strong&gt;  เขียนให้กับพิธีไว้อาลัยสหายมิตร สมานันท์ อดีตเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยที่ป่วยและเสียชีวิตลงในเดือนกุมภาพันธ์ คศ. 1979 บทกวีสะท้อนความรู้สึกของคนเล็กๆ คนหนึ่งที่ต้องจากบ้านเกิดเมืองนอนมาทำงานตามอุดมการณ์ของตน แต่ต้องมาร่วมพิธีไว้อาลัยให้กับผู้นำที่ตนไม่เคยเห็นหน้าค่าตามาก่อน  บทกวียังแฝงให้เห็นความหวัง ที่มีต่อขบวนการต่อสู้ของประชาชนแม้ในภาวะที่วิกฤติศรัทธาเริ่มโหมกระหน่ำเข้ามาและขบวนต้องสูญเสียผู้นำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;“บัวขาว” &lt;/strong&gt; เป็นบทกวีที่เขียนขึ้นในคืนที่ฝนตกหนักของปี 1981 เพื่อมอบเป็นของขวัญวันเกิดให้กับเยาวมิตรหญิงนักปฏิวัติผู้หนึ่งที่เปี่ยมด้วยความบริสุทธิ์และร่าเริง  เอื้ออาทรและมองคนในแง่ดีตลอดเวลา ทั้งที่บางครั้งเธอเองอาจผิดหวังและเศร้าเหงาและทุกครั้งต้องเคลื่อนไหวด้วยไม้ค้ำยันอันเนื่องจากโรคโปลิโอก็ตาม  บทกวีได้เปรียบเทียบเธอเป็นดั่งดอกบัวขาวที่แม้เกิดจากโคลนตมของสังคมเก่า แต่ก็เติบโตขึ้นมาอย่างบริสุทธิ์ กล้าแกร่ง และสร้างสรรค์ความดีงามให้กับมนุษยชาติเฉกเช่นดอกบัวขาวที่แย้มกลีบโรยกลิ่นกรุ่นอาบผืนโลก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;“หิมะ” &lt;/strong&gt; เขียนในวันหิมะตกของกลางฤดูหนาว ปี 1981 ใครที่เคยนั่งมองหิมะที่กำลังโปรยปรายลงมาจากฟากฟ้า อาจมีจินตนาการมากมาย  แต่หิมะที่เมืองคุนมิงวันนั้นช่างเหมือนเมล็ดข้าวสวยที่ใครไม่รู้โปรยลงมาจนเต็มท้องฟ้าไปหมด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;“สงกรานต์” &lt;/strong&gt; เขียนในห้วงแห่งความสับสนที่วิกฤติศรัทธาภายในขบวนการสุกงอมเต็มที่  บทกวีได้ใช้ฉากของเทศกาลสงกรานต์ในชนบทมาบรรยายความรู้สึกเหงาๆ ที่เกิดขึ้นกับไอ้หนุ่มบ้านนาคนหนึ่งที่พบว่าเหตุการณ์ต่างๆ ได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว  ผู้คนต่างทยอยกันจากไปวันละคนสองคน  คนที่ยังอยู่หรือที่ย้ายเข้ามาอยู่ใหม่  ก็เหมือนคนแปลกหน้าที่อ่านยากยิ่งกว่าตำรับตำราเล่มที่ว่าอ่านยากที่สุด ความหวาดกลัว ความสงสัยต่างๆ เริ่มก่อตัวขึ้น ความรู้สึกของไอ้หนุ่มบ้านนาคนนี้ ไม่ต่างจากความรู้สึกของผู้คนจำนวนมากในห้วงเวลาแห่งวิกฤติศรัทธาภายในขบวนการเวลานั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;“ขุนทองเจ้ากลับมาก่อนฟ้าสาง” &lt;/strong&gt; เขียนเมื่อเดือนมิถุนายน ปี 1985 ภายหลังเมื่อกลับสู่ประเทศไทยแล้ว  บทกวีบ่งบอกถึงความเห็นใจและเข้าใจต่อผู้คนที่พกริ้วรอย ความทรงจำ บาดแผล และความพ่ายแพ้กลับมาบ้าน  แต่กระนั้นลมหายใจแห่งความหวังไม่เคยเหือดหายไปแม้ท้องฟ้าจะยังดูมืดมิดเพียงไรก็ตาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;p align=center&gt;&lt;strong&gt;บทกวีไว้อาลัย มิตร สมานันท์ &lt;br /&gt;อดีตเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://bp1.blogger.com/_Aprg4up9nek/SGwv_Lp3FxI/AAAAAAAAAc8/JyulNTyOPhM/s400/poem1.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5218598830722193170"&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://bp2.blogger.com/_Aprg4up9nek/SGwwMNn4UhI/AAAAAAAAAdE/gZLsAX0oK60/s400/poem2.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5218599054589055506"&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://bp1.blogger.com/_Aprg4up9nek/SGwweao-pnI/AAAAAAAAAdM/pC2gx-91Ygg/s400/poem3.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5218599367320970866"&gt;       &lt;br /&gt;&lt;p align=right&gt;คุนมิง, กุมภาพันธ์ ปี 1979&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;&lt;strong&gt;บัวขาว&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://bp0.blogger.com/_Aprg4up9nek/SGw2zoesIBI/AAAAAAAAAdU/x9HInCRamNI/s400/poem4.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5218606328882929682"&gt;&lt;br /&gt;&lt;p align=right&gt;คุนมิง, คืนวันฝนตก ปี 1981&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;หิมะ&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://bp0.blogger.com/_Aprg4up9nek/SGw59nfMxTI/AAAAAAAAAdc/EBN2QcxPLWo/s400/poem5.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5218609798950208818"&gt;&lt;br /&gt;&lt;p align=right&gt;คุนมิง, ฤดูหนาว ปี 1981&lt;/p&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;strong&gt;สงกรานต์&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://bp2.blogger.com/_Aprg4up9nek/SGxDS2mJqLI/AAAAAAAAAdk/wAN6xFyJ6Yc/s400/poem6.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5218620059387799730"&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://bp0.blogger.com/_Aprg4up9nek/SGxGFNA2TfI/AAAAAAAAAd0/226FV7_gJXo/s400/poem7.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5218623123422072306"&gt;    &lt;br /&gt;&lt;p align=right&gt;คุนมิง, ฤดูใบไม้ผลิ ปี 1983&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ขุนทองเจ้ากลับมาก่อนฟ้าสาง&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://bp1.blogger.com/_Aprg4up9nek/SGxMSX9-_tI/AAAAAAAAAd8/EfH25wXGfIo/s400/poem8.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5218629946770915026"&gt;&lt;br /&gt;&lt;p align=right&gt;กรุงเทพฯ, 24  มิถุนายน ปี 1985&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8475316160078132832-8028636988557144332?l=fiction15705.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://fiction15705.blogspot.com/feeds/8028636988557144332/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8475316160078132832&amp;postID=8028636988557144332' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8475316160078132832/posts/default/8028636988557144332'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8475316160078132832/posts/default/8028636988557144332'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://fiction15705.blogspot.com/2008/06/blog-post.html' title='บทกวีแห่งวันวานอันสับสน'/><author><name>admin</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='25' height='32' src='http://bp3.blogger.com/_Aprg4up9nek/SHLZ9VQ276I/AAAAAAAAAlw/Q3Aqfx8muJU/S220/man_with_laptop_flying_md_wht.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://bp1.blogger.com/_Aprg4up9nek/SGwv_Lp3FxI/AAAAAAAAAc8/JyulNTyOPhM/s72-c/poem1.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry></feed>
